ยุทธจักรเพียงดิน
ตำราการเมืองไทยฉบับจอมยุทธผู้ไม่ยอมถูกกลืน
อารัมภบท · หกภาค · สี่สิบแปดบท · บทปิดเล่ม · วรรณกรรมเชิงอุปมาว่าด้วยอำนาจไทย
ตำรากระบี่ที่สอนการอ่านสนาม
หนังสือเล่มนี้สวมเสื้อคลุมของนิทานบู๊ลิ้ม แต่ข้างใต้คือกายวิภาคของอำนาจไทยที่เราต่างรู้จักดี สนามที่ไม่มีกรรมการ ระบอบที่ไม่ชนะด้วยการเลือกตั้งแต่ชนะด้วยเวลา และผู้เปลี่ยนเกมที่ต้องจ่ายราคาด้วยชีวิตทั้งชีวิต เล่าผ่านตำนานจอมยุทธผ้าไหม ผู้ที่มาจากนอกวงศ์เดิม ชนะเร็วเกินกว่าระบบจะยอมรับ แล้วต้องจ่ายในแบบที่ผู้ชนะคนอื่นไม่เคยต้องจ่าย
แต่เป้าหมายของตำราไม่ใช่การชี้หน้าใคร หากเป็นการสอนหลักการที่เดินทางข้ามยุคได้ ทำไมชัยชนะของคนหมู่มากจึงมักจบด้วยน้ำตา จะแพ้อย่างไรโดยไม่แพ้ซ้ำ จะสร้างแนวร่วมอย่างไรโดยไม่ถูกกลืน และวิถีมดแดงล้มช้างคือการเมืองของผู้ไม่ใหญ่ แต่ไม่ยอมถูกเหยียบได้อย่างไร ทุกภาคปิดด้วยคำส่งท้ายจากจอมยุทธเพียงดิน
สารบัญ
- อารัมภบทคำของผู้คัดลอกตำราอ่านฟรี
- ภาคที่ ๑ · ๖ บทยุทธจักรไทย: สนามที่ไม่เป็นกลางอ่านฟรี
- ภาคที่ ๒ · ๑๐ บทตำนานจอมยุทธผ้าไหม
- ภาคที่ ๓ · ๘ บทโศกนาฏกรรมของการเมืองมวลชน
- ภาคที่ ๔ · ๘ บทบทเรียนไม่ซ้ำรอย
- ภาคที่ ๕ · ๙ บทวิชาสร้างแนวร่วมโดยไม่ถูกกลืน
- ภาคที่ ๖ · ๗ บทวิถีมดแดงล้มช้าง
สิ่งที่ท่านจะได้รับ
สิทธิอ่าน
คำของผู้คัดลอกตำรา
เรื่องเล่านี้เป็นนิยาย แต่บาดแผลในนั้นเป็นของจริง
หนังสือเล่มนี้สวมเสื้อคลุมของนิทานบู๊ลิ้ม แต่ข้างใต้เสื้อคลุมคือกายวิภาคของอำนาจไทยที่เราต่างรู้จักดี เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครกล้าเรียกมันด้วยชื่อตรง ๆ
ในยุทธจักร เมื่อจะพูดถึงสิ่งที่พูดตรง ๆ ไม่ได้ ปราชญ์โบราณเลือกพูดผ่านกระบี่ ผ่านสำนัก ผ่านตำนานจอมยุทธที่ไม่มีตัวตนจริง วิธีนี้ไม่ใช่การหนีความจริง หากเป็นการเข้าหาความจริงจากด้านข้าง — ด้านที่แสงส่องไม่ถึง และด้านที่อำนาจมักเผลอเปิดให้เห็น เพราะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องแต่ง การเล่าผ่านอุปมาจึงเป็นศิลปะเก่าแก่ของผู้อยู่ใต้อำนาจ ตั้งแต่นิทานอีสปจนถึงสามก๊ก ตั้งแต่กลอนลำของชาวบ้านจนถึงเพลงยาวที่ร้องกันในที่ลับ
ผมเลือกเขียนการเมืองไทยร่วมสมัยในรูปตำรายุทธจักรด้วยเหตุผลเดียวกันนั้น ไม่ใช่เพื่อปกปิด แต่เพื่อให้เรามองเห็นสิ่งที่ความคุ้นชินทำให้เรามองข้าม เมื่อเราเรียกการรัฐประหารว่า “การรัฐประหาร” สมองของเราจะหยิบคำตอบสำเร็จรูปขึ้นมาทันที ทั้งคำด่าและคำแก้ต่าง ทั้งฝ่ายที่เกลียดและฝ่ายที่เชียร์ แต่เมื่อเราเรียกมันว่า “ฟ้าผ่ากลางกระดาน” เราจะหยุดสักครู่ แล้วถามตัวเองว่า ใครเป็นคนเรียกฟ้า ฟ้าผ่าใครก่อนเสมอ และเหตุใดฟ้าจึงไม่เคยผ่าลงบนหัวของฝ่ายที่ถือกระบี่อยู่แล้ว
ตัวละครในเล่มนี้จึงไม่มีชื่อจริง และผมตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตำราที่ดีต้องใช้ได้กับหลายยุค จอมยุทธผ้าไหมในเล่มนี้ไม่ใช่บุคคลคนเดียว หากเป็น “แบบ” ของผู้เปลี่ยนเกมที่มาจากนอกวงศ์เดิม ชนะเร็วเกินกว่าระบบจะยอมรับ แล้วต้องจ่ายราคาในแบบที่ผู้ชนะคนอื่นไม่เคยต้องจ่าย ใครที่ติดตามการเมืองไทยมาพอสมควร ย่อมเห็นเงาของคนจริงทาบอยู่บนตัวละครนี้ และนั่นก็เป็นสิทธิ์ของผู้อ่านที่จะเห็น แต่หน้าที่ของตำราคือสอนกระบวนท่า ไม่ใช่ชี้หน้าคน
ส่วน “จอมยุทธเพียงดิน” ที่จะคอยกล่าวคำส่งท้ายในแต่ละภาคนั้น คือเสียงของผู้คัดลอกตำราเอง — ผู้ที่ยืนอยู่บนพื้นดิน ไม่ใช่บนหลังช้าง ไม่ใช่ในราชสำนัก และไม่ใช่บนยอดเขาของสำนักใหญ่ เป็นเพียงคนเดินดินที่อ่านสนามมามากพอจะรู้ว่า ความกล้าที่ปราศจากความเข้าใจคือการพาคนไปตายเปล่า เป้าหมายของเขาไม่ใช่ปลุกใจให้ใครลุกขึ้นสู้ในวันพรุ่งนี้ หากเพื่อให้คนที่จะสู้ — ไม่ว่าวันนี้หรืออีกสามสิบปีข้างหน้า — ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งจากศูนย์ และไม่ต้องสังเวยทุกอย่างซ้ำรอยเดิม
ขอให้อ่านเล่มนี้อย่างที่อ่านตำรากระบี่ คือไม่ใช่เพื่อจดจำท่วงท่า แต่เพื่อเข้าใจหลักการที่อยู่เบื้องหลังท่วงท่า เพราะสนามจริงไม่เคยซ้ำกับในตำรา มีแต่หลักการเท่านั้นที่เดินทางข้ามยุคได้ และเมื่ออ่านจบ หากท่านวางหนังสือลงแล้วมองการเมืองรอบตัวด้วยสายตาที่เย็นลงเล็กน้อย คมขึ้นเล็กน้อย และหลอกได้ยากขึ้นเล็กน้อย — เท่านั้นก็คุ้มค่าหมึกที่คัดลอกแล้ว
“ผู้ไม่เห็นสนาม ยิ่งเก่ง ยิ่งแพ้เร็ว
ผู้เห็นสนามขาด แม้ไม่ใหญ่ ก็ไม่ถูกเหยียบ” — คำจารึกหน้าตำรา
บทนำ — ก่อนเรียนวิชา ต้องเห็นสนาม
ในสำนักบู๊ลิ้มที่สืบทอดวิชากันมาหลายชั่วคน อาจารย์ที่คู่ควรแก่การเรียกว่าอาจารย์ จะไม่รีบสอนท่ารุกให้ศิษย์ในวันแรก เขาจะพาศิษย์ออกไปยืนกลางลานประลอง แล้วถามคำถามที่ฟังดูเรียบง่ายจนน่าหัวเราะ ว่าพื้นลานแห่งนี้ราบเสมอกันหรือเอียงไปทางใด ลมพัดมาจากทิศไหนและจะพัดฝุ่นเข้าตาใครก่อน ใครยืนอยู่บนที่สูงและใครถูกจัดให้ยืนในหลุม และที่สำคัญที่สุด — ในการประลองครั้งนี้ มีใครบ้างที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “ห้ามล้ม”
คำถามเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับฝีมือ แต่เกี่ยวกับสนาม และผู้ที่ละเลยสนามมักเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดนั่นเอง เพราะความมั่นใจในฝีมือทำให้เขาเชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของตน การเมืองไทยก็เป็นลานประลองเช่นนั้น และความผิดพลาดที่ราคาแพงที่สุดของผู้เล่นหน้าใหม่ คือการก้าวเข้าสนามด้วยความเชื่อว่ามันเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ภาคแรกนี้จึงไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อสาปแช่งสนาม หากเขียนเพื่อให้จอมยุทธเพียงดินรู้แน่ชัดว่าตนกำลังยืนอยู่บนพื้นแบบใด เพราะการเห็นสนามอย่างที่มันเป็นจริง — ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้มันเป็น — คือกระบวนท่าแรกที่ต้องฝึก ก่อนกระบวนท่าอื่นทั้งหมด
๑.๑ ยุทธจักรที่ไม่มีกรรมการ
สนามการเมืองไทยมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งที่ผู้เล่นต้องเข้าใจตั้งแต่ก้าวแรก นั่นคือมันไม่เคยมีกรรมการที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน กติกาในสนามนี้ถูกเขียนด้วยมือหนึ่ง ตีความด้วยมืออีกมือ และบังคับใช้ด้วยมือที่สาม ซึ่งบ่อยครั้งทั้งสามมือนั้นทำงานประสานกันราวกับเป็นกายเดียว ผู้เล่นบางคนได้ลงสนามพร้อมรองเท้าที่เหมาะกับการวิ่ง บางคนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตั้งแต่ก่อนเสียงนกหวีด และบางคนถูกสั่งให้ออกวิ่งเต็มที่ แต่กลับถูกห้ามมิให้แตะเส้นชัยไม่ว่าจะวิ่งเร็วเพียงใด
ผู้ที่ยังไม่เข้าใจสนามมักตีความสภาพเช่นนี้ว่าเป็น “ความบกพร่อง” ของระบบ เป็นข้อผิดพลาดที่รอวันแก้ไข แต่ความจริงที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ มันไม่ใช่ความบกพร่อง หากเป็นรูปแบบการทำงานของระบบเอง ระบบที่ออกแบบมาให้คงอยู่ได้นาน ไม่ใช่ระบบที่ยุติธรรมที่สุด หากเป็นระบบที่สามารถกำหนดได้ล่วงหน้าว่าใครควรชนะ และยิ่งกว่านั้นคือกำหนดได้ว่าใครไม่ควรแม้แต่จะได้รับโอกาสแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะผู้ที่แพ้อย่างมีเกียรติยังเหลือฐานะไว้กลับมาใหม่ แต่ผู้ที่ถูกทำให้แพ้อย่างไร้เกียรติจะถูกถอนรากถอนโคน องค์กรที่ตั้งขึ้นในนามของความเป็นกลาง คำวินิจฉัยที่ออกมาในนามของหลักการ การยุบพรรคและการตัดสิทธิ์ที่กระทำในนามของกฎหมาย — ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือของสนามที่ไม่มีกรรมการ ที่ผู้ถือนกหวีดกับผู้ลงแข่งฝ่ายหนึ่งสวมเสื้อทีมเดียวกัน
“ผู้ไม่เห็นข้อนี้ จะยังเฝ้าเชื่อว่า ถ้าทำดีพอ ระบบจะมอบรางวัลเอง
แต่ยุทธจักรไม่เคยทำงานเช่นนั้น”
๑.๒ ระบอบที่ไม่ชนะด้วยการเลือกตั้ง แต่ชนะด้วยเวลา
คนจำนวนมากเข้าใจว่าการเมืองไทยตัดสินแพ้ชนะกันในวันเลือกตั้ง ราวกับว่าเสียงข้างมากในคืนนับคะแนนคือเส้นชัยสุดท้าย แต่ผู้ที่อ่านสนามขาดย่อมรู้ว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงด่านหนึ่งในเกมที่ยาวกว่านั้นมาก เป็นด่านที่เปิดให้ผู้ท้าชิงได้แสดงพลัง แต่ไม่ใช่ด่านที่ตัดสินว่าใครจะได้ครองอำนาจจริง ระบอบที่ฝังตัวลึกไม่ได้เอาชนะด้วยการได้คะแนนมากกว่า หากเอาชนะด้วยการยื้อเวลา ด้วยการรอ ด้วยการทำให้คู่แข่งเหนื่อยล้าลงทีละน้อย และด้วยการบีบให้ฝ่ายตรงข้ามก้าวพลาดในจังหวะที่เปราะบางที่สุด
เวลาคืออาวุธชนิดพิเศษ มันไม่เปื้อนเลือด ไม่ทิ้งรอยนิ้วมือ และไม่มีวันถูกนำขึ้นพิจารณาในชั้นศาล แต่มันสังหารได้แน่นอนไม่แพ้คมดาบ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องบริหารประเทศไปพร้อมกับถูกตรวจสอบ ถูกฟ้องร้อง ถูกชุมนุมขับไล่ และถูกกระบวนการทางเทคนิคกัดกร่อนความชอบธรรมไปวันละเล็กละน้อย ในขณะที่อีกฝ่ายเพียงแค่รอ ไม่ต้องเสนอนโยบาย ไม่ต้องรับผิดชอบต่อปากท้องของใคร เพียงรอให้ความผิดพลาดสะสมจนถึงจุดที่สามารถประกาศได้ว่า “ถึงเวลาที่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการ” นี่คือเหตุผลที่จอมยุทธผู้ชนะด้วยเสียงประชาชนมักถูกทดสอบหนักหน่วงกว่าผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยกลไก เพราะฝ่ายแรกถูกจับตาทุกฝีก้าว ส่วนฝ่ายหลังเคลื่อนไหวอยู่ในที่ที่สายตาประชาชนส่องไม่ถึง
นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมจอมยุทธจำนวนมากจึงชนะศึกแรกอย่างงดงาม แต่กลับแพ้สงครามทั้งชีวิต พวกเขาเข้าใจการเลือกตั้ง แต่ไม่เข้าใจเกมแห่งเวลา พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับวันแห่งชัยชนะ แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับปีแห่งการบั่นทอนที่จะตามมา
๑.๓ รัฐลึกในสำนวนบู๊ลิ้ม: เงา กฎลับ และพิธีกรรม
ในยุทธจักรย่อมมีสำนักที่ไม่ติดป้ายชื่อหน้าประตู มีคัมภีร์ที่ไม่เคยสอนกันในที่แจ้ง และมีพิธีกรรมที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ต้องอธิบายเหตุผล เพียงเพื่อย้ำเตือนทุกคนว่าใครเป็นใคร ใครอยู่สูงและใครต้องก้มหัว สิ่งที่เราเรียกกันในภาษาวิชาการว่า “รัฐพันลึก” นั้น เมื่อแปลเป็นสำนวนบู๊ลิ้มก็คือเครือข่ายของสำนักเงาเหล่านี้ มันไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์อยู่ที่จุดเดียว ไม่ต้องมีหัวหน้าใหญ่คอยออกคำสั่งทุกเรื่อง เพราะสิ่งที่ร้อยรัดมันเข้าด้วยกันคือผลประโยชน์ที่เกี่ยวพัน ความกลัวที่แบ่งปันร่วมกัน และความทรงจำชุดเดียวกันว่าระเบียบที่ถูกต้องควรมีหน้าตาอย่างไร
อำนาจชนิดนี้ทำงานได้โดยไม่ต้องออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะคนในเครือข่ายรู้ด้วยตนเองว่าควรทำอะไรเพื่อให้ตนอยู่รอดและก้าวหน้า ข้าราชการรู้ว่าควรวินิจฉัยไปในทางใดจึงจะปลอดภัย ผู้พิพากษารู้ว่าคดีแบบไหนควรเร่งและคดีแบบไหนควรปล่อยให้ค้าง สื่อบางสำนักรู้ว่าควรขยายเรื่องใดและควรเงียบเรื่องใด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีใครต้องสั่ง และนี่คือความน่าสะพรึงที่แท้จริงของมัน
“อำนาจที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจที่ออกคำสั่งให้คนทำตาม
หากเป็นอำนาจที่ทำให้ผู้คนสั่งตัวเอง”
จอมยุทธเพียงดินจึงต้องตระหนักไว้เสมอว่า ศัตรูที่แท้จริงของตนอาจไม่มีใบหน้าให้จดจำ ไม่มีชื่อให้กล่าวอ้าง และไม่มีวันยอมรับต่อสาธารณะว่าตนได้ทำสิ่งใดลงไป เขาต่อสู้อยู่กับเงา และเงานั้นไม่เคยประกาศว่าตนแพ้ เพราะการยอมรับความพ่ายแพ้เท่ากับการยอมรับว่ามีตัวตนตั้งแต่แรก
๑.๔ เหตุใดผู้ชนะจึงมักถูกแปลงเป็นผู้ผิด
ในสนามที่ไม่เป็นกลาง ผู้ที่ชนะด้วยเสียงของประชาชนมักถูกนิยามใหม่ในเวลาไม่นานว่าเป็น “ปัญหา” ของบ้านเมือง ข้อน่าสังเกตคือการแปลงร่างนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงว่าเขาทำผิดกฎหมายจริงหรือไม่ เพราะความผิดที่แท้จริงของเขาในสายตาของระบอบเดิม ไม่ใช่การละเมิดกติกา หากเป็นการทำให้กติกาเดิมใช้การไม่ได้อีกต่อไป เมื่อผู้นำคนหนึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยสามารถสร้างอำนาจที่จับต้องได้ ระเบียบเก่าที่วางอยู่บนความเชื่อว่าอำนาจต้องไหลมาจากเบื้องบนย่อมรู้สึกถึงภัยคุกคาม
เมื่อโครงสร้างเริ่มสั่นคลอน การตอบโต้จะไม่มาในรูปของคมดาบที่เปิดเผย เพราะนั่นจะทำให้ผู้ถูกโจมตีกลายเป็นวีรบุรุษ การตอบโต้จะมาในรูปของถ้อยคำที่ฟังดูสูงส่งและปฏิเสธได้ยาก คำว่า “ความจำเป็น” คำว่า “ความมั่นคงของชาติ” คำว่า “ศีลธรรมอันดี” และคำว่า “การปกป้องสถาบันหลัก” ถูกหยิบมาใช้เป็นเกราะกำบังให้แก่การกระทำที่หากเรียกด้วยชื่อตรง ๆ จะดูน่าเกลียดเกินกว่าสังคมจะยอมรับ และเมื่อกระบวนการนี้ทำซ้ำนานพอ สังคมจะค่อย ๆ ถูกฝึกให้เชื่อว่าการเอาชนะด้วยเสียงข้างมากไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจ หากเป็นเรื่องที่ควรระแวง จนในที่สุดสังคมเองนั่นแหละที่จะเริ่มลงโทษคนที่พยายามจะชนะเพื่อส่วนรวม ราวกับว่าความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนแปลงคือความผิดในตัวของมันเอง
๑.๕ ชาวบ้านอยู่ตรงไหนในกระดานนี้
ในแผนที่อำนาจฉบับดั้งเดิม ชาวบ้านถูกวางไว้ในตำแหน่งของ “ฐาน” ไม่ใช่ “ผู้เล่น” พวกเขาถูกเรียกใช้ในวันสำคัญ ให้มาลงคะแนน ให้มาชุมนุม ให้มาเป็นพยานแห่งความชอบธรรม แล้วถูกขอร้องอย่างสุภาพให้กลับไปเงียบ ๆ ในวันถัดมา ราวกับเป็นเครื่องดนตรีที่ถูกหยิบมาเล่นเฉพาะตอนที่ต้องการเสียง แล้วเก็บเข้ากล่องเมื่อการแสดงจบลง ตรรกะนี้ดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่ชาวบ้านยังเชื่อว่าตนเป็นเพียงฐาน ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์กำหนดเกม
แต่ยุทธจักรในยุคใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงตรงจุดนี้เอง เมื่อชาวบ้านเริ่มอ่านเกมออก เริ่มมองเห็นว่าตนถูกใช้อย่างไรและโดยใคร และเริ่มตั้งคำถามที่ไม่เคยมีใครคาดว่าพวกเขาจะถาม สมการของอำนาจก็เริ่มเปลี่ยน ชาวบ้านที่รู้ทันคือสิ่งที่ระบอบหวาดกลัวมากที่สุด ยิ่งกว่าผู้นำฝ่ายค้านคนใด ยิ่งกว่าพรรคการเมืองพรรคใด เพราะผู้นำสามารถถูกกำจัดได้ พรรคสามารถถูกยุบได้ แต่สำนึกที่ตื่นแล้วของคนนับล้านนั้นยุบไม่ได้ ยึดทรัพย์ไม่ได้ และเนรเทศไปไหนไม่ได้
“ชาวบ้านที่ตื่นแล้ว ไม่จำเป็นต้องล้มช้างด้วยดาบ
เขาเพียงแค่ ไม่ยอมแบกช้างขึ้นหลังอีกต่อไป”
๑.๖ บทสรุปภาคที่หนึ่ง: เห็นสนามก่อนชักดาบ
ภาคนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อทำให้ผู้ใดสิ้นหวัง หากเขียนเพื่อบอกความจริงข้อหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้ก่อนสิ่งอื่น นั่นคือ หากเจ้าตั้งใจจะเดินในยุทธจักรนี้ จงอย่าหลงเข้าใจผิดแม้สักวินาทีเดียวว่ามันยุติธรรม การเข้าใจว่าสนามเอียง ไม่ได้แปลว่าต้องยอมจำนนต่อความเอียงนั้น ตรงกันข้าม มันคือเงื่อนไขแรกของการยืนหยัดได้ เพราะนักสู้ที่รู้ว่าพื้นเอียงจะปรับการทรงตัวของตนให้เหมาะ ส่วนนักสู้ที่เชื่อว่าพื้นราบจะล้มในก้าวแรกโดยไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงล้ม
จอมยุทธเพียงดินไม่จำเป็นต้องเกลียดสนาม เพราะความเกลียดทำให้สายตาพร่ามัว สิ่งที่เขาต้องทำคืออ่านสนามให้ขาด เย็นชาพอที่จะมองเห็นทุกความลาดเอียง ทุกทิศทางลม และทุกหลุมพรางที่ซ่อนอยู่ใต้ใบไม้ เพราะในสนามที่ไม่เป็นกลางนั้น ผู้ที่รอดชีวิตไม่ใช่ผู้ที่เก่งที่สุดเสมอไป หากเป็นผู้ที่รู้ว่าเมื่อใดควรก้าวเดิน เมื่อใดควรหยุดนิ่ง และเมื่อใดที่ไม่ควรเอาชีวิตทั้งชีวิตของตนไปวางเป็นเดิมพันบนกระดานที่ถูกจัดวางไว้แล้ว
ข้าไม่ได้สอนให้เจ้ากลัว ข้าสอนให้เจ้ารู้
เพราะความกล้าที่ไม่เห็นสนาม ไม่ใช่ความกล้า หากเป็นการพาตัวเองและคนที่เชื่อใจเจ้าเดินไปสู่ความตายโดยไม่จำเป็น จงเห็นพื้นที่ยืนของตนให้ชัดเสียก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องการก้าวเดิน
ในภาคต่อไป เราจะเล่าตำนานของผู้ที่ก้าวเข้าสนามเอียงนี้ด้วยฝีมือและความกล้า ชนะในแบบที่ไม่มีใครคาด แล้วต้องจ่ายราคาที่ไม่มีใครควรต้องจ่าย — ตำนานจอมยุทธผ้าไหม
ฉบับเต็ม · 50 บาท / 50 เครดิต
อารัมภบทและภาคที่ ๑ ยุทธจักรไทย: สนามที่ไม่เป็นกลาง เปิดอ่านฟรีทั้งหมด ภาคที่ ๒ ถึงภาคที่ ๖ และบทปิดเล่ม ครอบคลุมตำนานจอมยุทธผ้าไหม โศกนาฏกรรมของการเมืองมวลชน บทเรียนไม่ซ้ำรอย วิชาสร้างแนวร่วมโดยไม่ถูกกลืน และวิถีมดแดงล้มช้าง เปิดให้ผู้ซื้อ
ซื้อครั้งเดียวเปิดอ่านได้ครบทุกภาคด้วยบัญชีที่ซื้อ กลับมาอ่านซ้ำได้ที่ชั้นหนังสือของฉัน · สิทธิอ่านออนไลน์ ไม่มีไฟล์ดาวน์โหลด
ส่วนนี้สำหรับผู้อ่านที่มีหนังสือเล่มนี้แล้ว
จ่ายครั้งเดียว อยู่ในชั้นหนังสือของคุณตลอดไป กลับมาอ่านได้ทุกเมื่อ ทุกอุปกรณ์
฿50.00 หรือ 50 เครดิต
บัญชีช่วยเก็บทุกเล่มที่คุณปลดล็อกไว้ในชั้นหนังสือเดียว