สำนักพิมพ์ประชาชน · ชุดทฤษฎีอภิวัฒน์ปวงชนมดแดงล้มช้าง

มดแดงล้มช้าง

ทฤษฎีอภิวัฒน์ปวงชนเพื่อราษฎรเสรีไทย

ฉบับสมบูรณ์ · สี่ภาค · ๑๕ บท · ภาคผนวก ก

ราคา ๑๐๐ บาท

ทำไมหนังสือเล่มนี้ราคาร้อยบาท

เด็กชายคนหนึ่งในครอบครัวชาวนาที่พะเยาเคยขายหวานเย็นเพื่อแลกการ์ตูนเล่มละบาท เงินบาทนั้นมีค่าเพราะได้มาด้วยแรงของตัวเอง และหนังสือที่ซื้อด้วยแรงของตัวเองก็ถูกอ่านซ้ำ ถูกคิดตาม และถูกเก็บรักษาไว้ สำนักพิมพ์ประชาชนตั้งราคาหนังสือวิชาการที่มีคุณค่าเกินสามร้อยบาทไว้ที่หนึ่งร้อยบาท ต่ำพอที่จะไม่กั้นใครออกไป แต่มากพอที่การจ่ายจะมีความหมาย

ร้อยบาทนี้ยังสอดคล้องกับเนื้อหาของหนังสือเอง มดแดงไม่ได้ล้มช้างด้วยกำลังของตัวใดตัวหนึ่ง หากด้วยการลงแรงเล็ก ๆ ของคนจำนวนมากที่รวมกันเป็นพลัง ผู้อ่านแต่ละคนที่ซื้อเล่มนี้จึงเป็นทั้งผู้อ่านและผู้ร่วมสร้างพื้นที่ของความรู้สาธารณะที่ไม่ต้องพึ่งทุนก้อนใหญ่ของใคร

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยอะไร

หนังสือเล่มนี้เป็นตำราฉบับสมบูรณ์ของทฤษฎีที่ผู้เขียนตกผลึกตลอดสองทศวรรษ ตั้งแต่การเป็นนักเรียนทุนฟุลไบรท์ในปี ๒๕๔๔ ผ่านรัฐประหาร ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๗ การสังหารหมู่ ๒๕๕๓ จนถึงการสรุปหัวใจสิบประการเมื่อปี ๒๕๕๙ และเสียงของ “ครูเพียงดิน” ในฉบับ ๒๐๒๖ ภาคที่หนึ่งวางฐานปรัชญาว่าใครเป็นเจ้าของประเทศ เหตุใดสนามการเมืองไทยจึงไม่เคยเป็นกลาง และอุปลักษณ์มดแดงกับช้างหมายถึงอะไร ภาคที่สองเสนอสถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจปวงชน หัวใจสิบประการ และบัญญัติสิบประการของมดแดง

ภาคที่สามแกะกลไกของกับดักที่ทำให้ขบวนการประชาชนไทยพ่ายแพ้ซ้ำซากในรอบครึ่งศตวรรษ ทั้งกับดักไอคอนและวีรชนนิยม กับดักอารมณ์แทนการกระทำ กับดักผู้ร้ายคนเดียว กับดักประนีประนอมจอมปลอม และกับดักความรุนแรงในฐานะบทเรียน ภาคที่สี่เปลี่ยนการรู้เท่าทันให้เป็นการสร้าง ผ่านภารกิจสิบด้านของมดแดง เป้าหมายสิบห้าประการของการสร้างชาติใหม่ และบทสรุปที่ประกอบทฤษฎีทั้งหมดเข้าด้วยกัน ปิดเล่มด้วยเอกสารทางประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรเพื่อสาธารณรัฐสยาม ๒๕๕๘

ทุกบทผสานสามเสียงเข้าด้วยกัน คือเสียงของนักวิเคราะห์ที่สนทนากับวรรณกรรมรัฐศาสตร์ระดับโลก ตั้งแต่ล็อค รุสโซ กรัมชี ฟูโกต์ ไปจนถึง Gene Sharp และ Chenoweth กับ Stephan เสียงของผู้เขียนที่เล่าประสบการณ์ตรง และเสียงของครูเพียงดินที่กลั่นบทเรียนเป็นภาษาที่จำได้และส่งต่อได้ พร้อมการอ้างอิงแบบ APA ท้ายทุกบท

มดแดงไม่ได้ล้มช้างด้วยการทำตัวให้ใหญ่เท่าช้าง หากล้มช้างด้วยการเป็นมดให้ถึงที่สุด

สารบัญ

  1. ภาคที่หนึ่ง · ฐานปรัชญาและทฤษฎี
  2. บทที่ ๑หลักเบื้องต้นของความเป็นมนุษย์และพลเมืองของชาติอ่านฟรี
  3. บทที่ ๒ทำไมประชาชนจึงต้องมีส่วนร่วม: สนามที่ไม่เป็นกลางและภารกิจของปวงชน
  4. บทที่ ๓การเกิดขึ้นของทฤษฎีอภิวัฒน์ปวงชนมดแดงล้มช้าง: จากฟุลไบรท์สู่นักอภิวัฒน์ และตำนานจอมยุทธผ้าไหม
  5. บทที่ ๔อะไรคือ “มดแดง” อะไรคือ “ช้าง”: อุปลักษณ์แห่งการอภิวัฒน์
  6. ภาคที่สอง · สถาปัตยกรรมของอำนาจปวงชน
  7. บทที่ ๕สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจปวงชน
  8. บทที่ ๖หัวใจสิบประการของการอภิวัฒน์ปวงชน มดแดงล้มช้าง
  9. บทที่ ๗อุดมการณ์มดแดงและบัญญัติสิบประการ
  10. ภาคที่สาม · กับดักหกประการในขบวนการมดแดง
  11. บทที่ ๘กับดักไอคอนและวีรชนนิยม
  12. บทที่ ๙กับดักอารมณ์แทนการกระทำ
  13. บทที่ ๑๐กับดักผู้ร้ายคนเดียว
  14. บทที่ ๑๑กับดักประนีประนอมจอมปลอม
  15. บทที่ ๑๒กับดักความรุนแรงในฐานะบทเรียน
  16. ภาคที่สี่ · ภารกิจมดแดงและการสร้างชาติใหม่
  17. บทที่ ๑๓ภารกิจสิบด้านของมดแดง
  18. บทที่ ๑๔เป้าหมายของการอภิวัฒน์: สร้างชาติใหม่
  19. บทที่ ๑๕มดแดงล้มช้าง — ทฤษฎี การปฏิบัติ และอนาคต
  20. ภาคผนวก · เอกสารทางประวัติศาสตร์
  21. ภาคผนวก กเอกสารคณะราษฎรเพื่อสาธารณรัฐสยาม

สิ่งที่ท่านจะได้รับ

ตำราฉบับสมบูรณ์ ๑๕ บท ครบสี่ภาค พร้อมภาคผนวกตั้งแต่หกหลักการของความเป็นมนุษย์และพลเมือง สถาปัตยกรรมห้าชั้น หัวใจสิบประการ บัญญัติสิบประการ กับดักหกประการ ภารกิจสิบด้าน จนถึงเป้าหมายสิบห้าประการของการสร้างชาติใหม่
เสียงของครูเพียงดินบทตกผลึกแทรกตลอดเล่ม เหมาะสำหรับยกไปใช้ในวงอ่าน วงสนทนา หรือการสอน
กรณีศึกษาไทยและเปรียบเทียบนานาชาติจาก ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ถึงการเมืองไทยร่วมสมัย เทียบกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน ชิลี แอฟริกาใต้ และอีกหลายประเทศ
เอกสารอ้างอิงท้ายบทรายการอ้างอิง APA สำหรับผู้ต้องการค้นต่อ ทั้งงานคลาสสิกและงานรัฐศาสตร์ร่วมสมัย

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร

เหมาะกับนักศึกษา นักวิชาการ ครู ผู้ทำงานภาคประชาสังคม และพลเมืองที่อยากเข้าใจการเมืองไทยในเชิงโครงสร้างมากกว่าข่าวรายวัน หนังสือเขียนด้วยภาษาวิชาการที่อ่านได้ ไม่ต้องมีพื้นทางรัฐศาสตร์มาก่อน และเหมาะกับการอ่านเงียบ ๆ ทีละบท คิดตาม แล้วกลับมาอ่านซ้ำ

๑๐๐ บาท
สิทธิอ่านออนไลน์ครบทั้ง ๑๕ บทและภาคผนวกด้วยบัญชีที่ซื้อ · ไม่มีไฟล์ดาวน์โหลด
เข้าอ่านอย่างไรชำระเงินผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิตบน eng4all แล้วเข้าถึงเนื้อหาได้ทันที และกลับมาอ่านซ้ำได้ผ่านบัญชีของท่าน ผู้อ่านในต่างประเทศใช้เครดิตแพ็กสกุลดอลลาร์ได้
สำนักพิมพ์ประชาชน · ทดลองเผยแพร่บน eng4all.org
ภาคที่หนึ่ง · ฐานปรัชญาและทฤษฎี
บทที่ ๑

หลักเบื้องต้นของความเป็นมนุษย์
และพลเมืองของชาติ

“ก่อนที่เราจะพูดถึงการล้มระบอบ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเหตุใดระบอบจึงไม่มีสิทธิที่จะเป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ และเหตุใดประชาชนมีสิทธิที่จะสร้างระบอบใหม่”

๑.๑บทนำ: ทำไมต้องเริ่มจากหลักเบื้องต้น

ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะกล่าวในรายละเอียดถึงทฤษฎีอภิวัฒน์ปวงชนมดแดงล้มช้างสร้างชาติ ผู้เขียนต้องขอให้ผู้อ่านพิจารณายอมรับความจริงและหลักการต่าง ๆ ในบทนี้ก่อน เพราะหลักเหล่านี้คือฐานของการมองมนุษย์ทั้งในระดับปัจเจก ระดับชุมชน ระดับชาติ และระดับสากล การเข้าใจความจริงพื้นฐานเหล่านี้จำเป็นยิ่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชาติ หรือที่เรียกกันว่า “การเปลี่ยนระบอบ”

เหตุผลที่ต้องเริ่มจากหลักเบื้องต้นมิใช่การเดินตามรูปแบบของตำราวิชาการ หากเป็นเพราะปัญหาของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนไทยที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมีรากมาจากการที่ผู้ร่วมขบวนการจำนวนมากไม่ได้ตั้งฐานของความเข้าใจในหลักเบื้องต้นร่วมกัน บางท่านเคลื่อนไหวด้วยความโกรธต่อปรากฏการณ์เฉพาะหน้า บางท่านเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ที่ถูกกระทบ บางท่านเคลื่อนไหวเพราะศรัทธาในผู้นำบางคน แต่ไม่ได้ยึดโยงกับหลักการพื้นฐานที่ทำให้การเคลื่อนไหวนั้นมีความชอบธรรมเหนือกาลเวลาและเหนือบุคคล

เมื่อการเคลื่อนไหวไม่มีฐานเชิงหลักการร่วม เมื่อเผชิญกับวิกฤตหรือการประนีประนอม ผู้ร่วมขบวนจะไม่สามารถตัดสินได้ว่าสิ่งใดที่ต่อรองได้และสิ่งใดที่ไม่อาจต่อรอง ผลคือการถอยที่ไม่ควรถอย การยอมที่ไม่ควรยอม และการแตกแยกภายในที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์ได้ การวางหลักเบื้องต้นตั้งแต่บทแรกของหนังสือ จึงเป็นการสร้าง “เสาหลัก” ที่ทุกการวิเคราะห์และทุกการปฏิบัติในบทถัดไปจะยืนอยู่บนฐานนี้

ระบอบอำนาจนิยมมีความชาญฉลาดทางยุทธวิธี มีทรัพยากร และมีการจัดการที่ซับซ้อน สิ่งที่ประชาชนมีและระบอบไม่มี คือความชอบธรรมทางหลักการที่เหนือกว่า เมื่อหลักการนี้ถูกเข้าใจและถูกยืนยันอย่างชัดเจน มันคือทุนที่ระบอบไม่สามารถซื้อได้ และคือฐานที่การต่อสู้ที่ยาวนานสามารถดำเนินไปได้โดยไม่สูญเสียทิศทาง

บทนี้เสนอหลักเบื้องต้นหกประการที่ผู้เขียนถือเป็นฐานของทฤษฎีอภิวัฒน์ปวงชนมดแดงล้มช้าง ได้แก่ (๑) ฐานะของความเป็นมนุษย์ในฐานะอธิปไตยสูงสุด (๒) ความเป็นชาติเกิดจากประชาชน (๓) ทรัพยากรของแผ่นดินเป็นสมบัติร่วม (๔) อำนาจอธิปไตยและข้อจำกัดของผู้ใช้อำนาจ (๕) การมีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะทั้งสิทธิและหน้าที่ และ (๖) สิทธิของประชาชนในการต่อต้านเผด็จการและทรราช หลักการเหล่านี้มีรากในปรัชญาการเมืองตะวันตกที่พัฒนามาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่เป็นมาตรฐานสากลหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และในประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในการต่อสู้กับการกดขี่ทุกรูปแบบ

๑.๒ฐานะของความเป็นมนุษย์: อธิปไตยสูงสุดตามกำเนิด

หลักการที่หนึ่ง
ความเป็นมนุษย์คืออธิปไตยสูงสุดตามกำเนิด

ฐานะของความเป็นมนุษย์แต่ละคน คืออธิปไตยสูงสุดตามกำเนิดและเสรีภาพโดยธรรมชาติที่ให้มา และได้รับประกันไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันเป็นมาตรฐานของมนุษย์ทั่วโลกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สุดสำหรับโลกยุคร่วมสมัยนี้ แปลว่าชีวิตแต่ละคนนั้นมีเกียรติ ศักดิ์ศรี สิทธิ และเสรีภาพพื้นฐานที่อำนาจรัฐหรืออำนาจใด ๆ ไม่มีสิทธิก้าวล่วง ล่วงเกิน กดทับ หรือจำกัด

รากทางปรัชญา: จากล็อคถึงปฏิญญาสากล

แนวคิดว่าด้วยอธิปไตยของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล มีรากฐานทางปรัชญาที่ย้อนไปถึงงานของ John Locke (1690) ใน Two Treatises of Government ซึ่งเสนอว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับสิทธิตามธรรมชาติ (natural rights) ที่ไม่สามารถถูกพรากไปได้ ได้แก่ สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน Locke โต้แย้งว่าสิทธิเหล่านี้มิได้มาจากรัฐหรือผู้ปกครอง หากมีอยู่ก่อนการจัดตั้งรัฐ และเป็นสิ่งที่การจัดตั้งรัฐต้องเคารพและปกป้อง หากรัฐใดละเมิดสิทธิเหล่านี้อย่างเป็นระบบ รัฐนั้นสูญเสียความชอบธรรม และประชาชนมีสิทธิที่จะจัดตั้งรัฐใหม่ (Locke, 1689/1988)

งานของ Jean-Jacques Rousseau (1762) ใน The Social Contract พัฒนาแนวคิดนี้ต่อ โดยเสนอว่าอำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรมต้องมาจากสัญญาที่ปวงชนทำร่วมกัน ซึ่งก่อตั้ง “เจตจำนงทั่วไป” (general will) ที่เป็นแหล่งของอำนาจอธิปไตย ผู้ที่เข้าไปปกครองมิใช่ผู้มีอำนาจในตัวเอง หากเป็นเพียงผู้ดำเนินตามเจตจำนงของปวงชน หากพวกเขาเบี่ยงเบนจากเจตจำนงนี้ ประชาชนมีสิทธิถอนความยินยอมและจัดตั้งผู้ดำเนินการใหม่ (Rousseau, 1762/1968)

งานของ Thomas Paine ใน Rights of Man (๑๗๙๑) และ Common Sense (๑๗๗๖) ได้แปรหลักการเหล่านี้ให้เป็นภาษาที่สามัญชนเข้าใจได้ Paine โต้แย้งว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดมามีสิทธิปกครองผู้อื่น และระบอบที่ตั้งอยู่บนการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือขุนนาง เป็นระบอบที่ผิดหลักการความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ประชาชนมิใช่ผู้ต้องขอบคุณผู้ปกครองสำหรับการปกครองที่ดี หากผู้ปกครองต้องขอบคุณประชาชนที่ยินยอมให้ปกครอง (Paine, 1791/1984)

เส้นทางของปรัชญานี้ในที่สุดนำไปสู่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ที่ประกาศโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี ๑๙๔๘ ซึ่งระบุในมาตรา ๑ ว่า “มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ” ปฏิญญานี้ประกอบด้วย ๓๐ มาตราที่ระบุสิทธิพื้นฐาน ตั้งแต่สิทธิในชีวิตและเสรีภาพ ไปจนถึงสิทธิในการศึกษา สิทธิในการทำงาน สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และสิทธิในการต่อต้านการกดขี่ (United Nations, 1948) สำหรับประเทศไทย การลงนามในปฏิญญานี้เป็นการยอมรับมาตรฐานสากลที่ประเทศผูกพันทางศีลธรรมและทางการเมืองในการปฏิบัติตาม

นัยสำหรับความเป็นประชาชนไทย

เมื่อนำหลักการนี้มาประยุกต์กับบริบทไทย ข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเกิดในตระกูลใด มีฐานะใด ศาสนาใด หรืออยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ ล้วนมีศักดิ์ศรี สิทธิ และเสรีภาพพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ไม่มีใครในประเทศไทยมีสิทธิเหนือผู้อื่นตั้งแต่เกิด และไม่มีใครที่มีสิทธิต่ำกว่าผู้อื่นตั้งแต่เกิด ระบบวรรณะ ระบบชั้น หรือระบบใดที่สร้างความไม่เท่าเทียมโดยกำเนิด เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการพื้นฐานนี้

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงของสังคมไทยในปัจจุบันยังคงห่างจากหลักการนี้อย่างมีนัยสำคัญ ระบบอุปถัมภ์ที่กำหนดว่าใครได้รับโอกาสและใครไม่ได้รับ วัฒนธรรมของการให้ความเคารพตามสถานะที่ไม่ขึ้นกับการกระทำ และโครงสร้างทางกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษแก่บางกลุ่มอย่างไม่สมสัดส่วน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามในแสงของหลักการความเท่าเทียมทางกำเนิด การตั้งคำถามนี้มิใช่การปฏิเสธวัฒนธรรมไทย หากคือการเรียกร้องให้วัฒนธรรมไทยพัฒนาขึ้นสู่มาตรฐานที่สอดคล้องกับหลักการสากลที่ประเทศผูกพันในเวทีโลกแล้ว

การยืนยันว่าประชาชนไทยทุกคนมีอธิปไตยเท่ากันตั้งแต่เกิด มิใช่การใช้แนวคิดจากต่างประเทศมาวิจารณ์ไทย หากเป็นการเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามสิ่งที่ไทยได้ผูกพันไว้ในระดับระหว่างประเทศ และเป็นการปลดปล่อยคนไทยจากโครงสร้างความคิดที่ทำให้พวกเขามองตนเองว่ามีสถานะต่ำกว่าผู้อื่นโดยกำเนิด ซึ่งเป็นรากฐานของการยอมรับการกดขี่ที่ทำให้การกดขี่นั้นเป็นไปได้

๑.๓ความเป็นชาติเกิดจากประชาชน: ใครเป็นเจ้าของประเทศ

หลักการที่สอง
ไม่มีประชาชนก็ไม่มีชาติ ไม่มีประชาชนยินยอมก็ไม่มีผู้ใช้อำนาจรัฐ

“ชาติ” เกิดขึ้นเพราะเราแต่ละคนรวมกัน ไม่มีประชาชนก็ไม่มีชาติ ไม่มีประชาชนยินยอมก็ไม่มีผู้ใช้อำนาจรัฐ แปลง่าย ๆ คือ ประชาชนทุกคนคือเจ้าของประเทศร่วมกัน ไม่มีใครมีศักดิ์และสิทธิ์ในความเป็นชาติหรือเป็นเจ้าของหรือรักชาติเหนือใคร และสถาบันประชาชนคือสถาบันรากฐานของชาติและเป็นพ่อ-แม่ของทุกสถาบัน

ชาติในฐานะสิ่งที่ถูกสร้าง

หลักการนี้ดูเรียบง่ายแต่มีนัยที่ลึกซึ้งยิ่ง งานคลาสสิกของ Benedict Anderson (1983) ใน Imagined Communities ได้ชี้ให้เห็นว่า “ชาติ” มิใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ หากเป็นชุมชนที่ถูกจินตนาการร่วมกันโดยสมาชิก Anderson วิเคราะห์ว่าแนวคิดของชาติสมัยใหม่เพิ่งเกิดในศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ พร้อมกับการพัฒนาของเทคโนโลยีการพิมพ์ ทุนนิยม และภาษาเขียนมาตรฐาน สมาชิกของชาติไม่สามารถรู้จักกันทั้งหมดด้วยตนเอง แต่จินตนาการว่าตนเป็นส่วนของชุมชนเดียวกัน ผ่านการอ่านหนังสือพิมพ์ร่วมกัน การพูดภาษาเดียวกัน และการมีประวัติศาสตร์ร่วมที่ได้รับการสืบทอด (Anderson, 1983/2006)

นัยสำคัญของการวิเคราะห์นี้คือ ชาติมิใช่สิ่งที่ “ค้นพบ” หากเป็นสิ่งที่ “สร้างขึ้น” ดังนั้น คำถามว่าใครเป็นเจ้าของชาติ จึงเป็นคำถามว่าใครเป็นผู้สร้างและผู้รักษาชาตินั้นในชีวิตประจำวัน คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ประชาชนทุกคนที่ใช้ภาษานั้น ทำงานในดินแดนนั้น เสียภาษีให้รัฐนั้น และส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนของรัฐนั้น คือผู้สร้างและผู้รักษาชาติ ไม่มีตระกูลใด สถาบันใด หรือกลุ่มใดที่มีสิทธิเหนือในการเป็น “เจ้าของ” ของชาติ เพราะชาติดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน

วาทกรรมของ “ผู้รักชาติมากกว่า” และปัญหาของมัน

ในการเมืองไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วาทกรรมหนึ่งที่ถูกใช้ซ้ำเพื่อแบ่งแยกประชาชน คือวาทกรรมที่ว่าบางกลุ่มรักชาติมากกว่าอีกกลุ่ม วาทกรรมนี้ทำงานผ่านการยกบางสัญลักษณ์ บางค่านิยม และบางรูปแบบของการแสดงออก ว่าเป็น “ของไทยแท้” และ “ของผู้รักชาติแท้” ในขณะที่สัญลักษณ์ ค่านิยม และการแสดงออกอื่นถูกกรอบให้เป็น “ไม่ใช่ของไทย” หรือ “เป็นภัยต่อชาติ” ฝ่ายที่ถือครองวาทกรรมนี้ได้เปรียบทางการเมืองอย่างมหาศาล เพราะสามารถกีดกันฝ่ายตรงข้ามออกจากความเป็นสมาชิกของชาติได้โดยไม่ต้องโต้แย้งในเนื้อหา

จากมุมมองของหลักการที่สอง วาทกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ขัดกับความจริงพื้นฐานของชาติอย่างชัดเจน หากประชาชนทุกคนคือเจ้าของชาติร่วมกัน ไม่มีใครสามารถ “รักชาติมากกว่า” ผู้อื่นได้ในแง่ที่มีนัยทางการเมือง การที่คนหนึ่งรักชาติในแบบของตน และอีกคนหนึ่งรักชาติในอีกแบบ มิได้หมายความว่าคนแรกเป็นสมาชิกของชาติมากกว่าคนที่สอง หากเป็นเพียงสองวิธีที่แตกต่างกันของการเป็นสมาชิก ซึ่งทั้งสองมีความชอบธรรมเท่ากัน

หลักการนี้มีผลโดยตรงต่อวิธีที่ขบวนการประชาชนควรตอบโต้วาทกรรมของ “ผู้ไม่รักชาติ” ที่ฝ่ายตรงข้ามมักใช้โจมตี แทนที่จะพยายามพิสูจน์ว่าตนรักชาติมากกว่า ซึ่งเป็นเกมที่ฝ่ายตรงข้ามกำหนดสนาม ขบวนการควรยืนยันว่าไม่มีใครมีสิทธิตัดสินความรักชาติของผู้อื่น และว่าการเรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรม คือการแสดงออกของความรักชาติในรูปแบบที่เคารพความเท่าเทียมกันของทุกคนในชาติ

ผู้กินภาษีประชาชนคือผู้รับใช้ประชาชน

ผลที่ตามมาโดยตรงของหลักการที่สอง คือการที่ผู้เข้าไปถืออำนาจรัฐหรือกินเงินเดือนจากภาษีอากรที่ปวงชนเสียเข้ารัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งแปลว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ที่นำไปสู่การเสียภาษีนั้น จึงต้องถือเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งได้ด้วยการยินยอมของปวงชนและเป็นผู้ทำหน้าที่รับใช้ชาติ ซึ่งก็คือรับใช้ปวงชน

หลักการนี้ใช้กับทุกตำแหน่งที่ได้รับเงินจากภาษีของประชาชน ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีถึงข้าราชการระดับล่างสุด ตั้งแต่นายทหารระดับสูงถึงตำรวจชุมชน ตั้งแต่ผู้พิพากษาศาลฎีกาถึงครูในโรงเรียนรัฐบาล ทุกคนที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนคือผู้รับใช้ประชาชน มิใช่เจ้านาย การทำตัวเหนือปวงชนหรือสร้างกลไกครอบงำอำนาจอธิปไตยและจิตสำนึกของปวงชน คือการทำตัวเป็นเจ้านายหรือผู้ควบคุมปวงชนโดยมิชอบหรือโดยไม่มีกรอบเขตที่ควรควบคุมได้

เมื่อเราเข้าใจว่าเงินเดือนของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และนักการเมือง ล้วนมาจากภาษีของประชาชน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับผู้ถือตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนทันที พวกเขามิใช่ผู้ที่ประชาชนต้องเกรงใจหรือกราบไหว้ หากคือผู้ที่ประชาชนจ้างมาทำงาน และมีสิทธิเต็มที่ในการตรวจสอบ วิจารณ์ และปลดออกเมื่อทำงานไม่สมกับค่าจ้าง

๑.๔ทรัพยากรของแผ่นดิน: สมบัติร่วมของปวงชน

หลักการที่สาม
แผ่นดิน แม่น้ำ อากาศ และทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดคือสมบัติร่วม

แผ่นดิน แม่น้ำ อากาศ ทองคำ น้ำมัน ถ่านหิน เพชร พลอย และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ บนอาณาเขตของประเทศไทยควรเป็นสมบัติร่วมของคนไทยทุกคน การสร้างประโยชน์หรือการทำกำไรจากทรัพยากรเหล่านี้จึงควรเป็นสิ่งที่กลับมาสู่คนไทยทุกคนอย่างเป็นธรรม มิใช่แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือยึดอำนาจรัฐไปแล้วเปิดโอกาสให้คนไม่กี่ตระกูลร่วมแบ่งปันประโยชน์

ปรัชญาของทรัพย์สินร่วมในทรัพยากรธรรมชาติ

หลักการว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมของประชาชน มีรากทางปรัชญาที่ยาวนาน John Locke แม้จะเป็นนักปรัชญาที่สนับสนุนกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างชัดเจน ก็ยังยืนยันว่าในตอนเริ่มต้น แผ่นดินและทรัพยากรธรรมชาติถูกมอบให้มนุษย์ทั้งหมดร่วมกัน และกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลใช้แรงงานของตนผสมกับทรัพยากรนั้น (Locke, 1689/1988) ในทุกกรณี การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลต้องไม่ทำให้ทรัพยากรที่เหลือสำหรับผู้อื่นลดลงจนไม่เพียงพอ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Lockean proviso” ซึ่งจำกัดการแสวงหาทรัพย์สินส่วนบุคคลในขอบเขตที่ไม่ทำลายฐานร่วมของสังคม

งานร่วมสมัยของ Elinor Ostrom (1990) ใน Governing the Commons ได้พัฒนาแนวคิดนี้ในรูปของการจัดการทรัพยากรร่วม (common-pool resources) อย่างเป็นระบบ Ostrom ศึกษาชุมชนทั่วโลกที่จัดการทรัพยากรร่วม เช่น น้ำชลประทาน ป่าชุมชน และแหล่งประมง ได้อย่างยั่งยืนเป็นเวลาหลายร้อยปี และค้นพบว่าทรัพยากรร่วมสามารถได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเป็นของรัฐหรือของเอกชน หากมีเงื่อนไขเชิงสถาบันที่เหมาะสม งานของ Ostrom ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ๒๐๐๙ และเป็นฐานทางวิชาการที่สำคัญของข้อโต้แย้งว่าทรัพยากรธรรมชาติของประเทศควรเป็นสมบัติร่วมที่ประชาชนมีส่วนร่วมจัดการ

การให้สัมปทานที่ไม่ชอบธรรมและการปล้นทรัพยากร

เมื่อนำหลักการนี้มาพิจารณาในบริบทไทย คำถามที่เกิดขึ้นคือ สัมปทานทรัพยากรธรรมชาติในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้ดำเนินไปในลักษณะที่สอดคล้องกับหลักการที่สามหรือไม่ คำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์อย่างเป็นธรรม คือในหลายกรณี สัมปทานเหล่านี้ได้ถูกให้ในเงื่อนไขที่ทำให้ประโยชน์ไปตกอยู่ที่บริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ในขณะที่ผลประโยชน์ที่กลับมายังประชาชนไทยมีสัดส่วนที่ต่ำผิดปกติ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีทรัพยากรคล้ายคลึง (Unger & Mahakanjana, 2016)

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของสัมปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่ได้ดำเนินไปภายใต้ระบบ “Thailand I” ซึ่งให้สัมปทานในเงื่อนไขที่ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งรัฐต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างมีนัยสำคัญ การเปรียบเทียบกับประเทศเช่นนอร์เวย์ ซึ่งใช้ระบบ production sharing contract ที่ให้รัฐถือหุ้นใหญ่ในบริษัทน้ำมัน และได้สร้างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก แสดงให้เห็นว่าสัมปทานที่ไม่ชอบธรรมในไทยได้สูญเสียทรัพย์สินของประชาชนไปมหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น การที่การตัดสินใจเกี่ยวกับสัมปทานทรัพยากรมักเกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนไม่มีอำนาจต่อรองเต็มที่ เช่น ในยุครัฐบาลจากการรัฐประหาร ที่ประชาชนไม่ได้เลือกเข้าไป ทำให้เงื่อนไขของสัมปทานเหล่านั้นควรถูกตั้งคำถามในแง่ของความชอบธรรมทางกฎหมายและทางหลักการ ดังที่ผู้เขียนจะเสนอไว้ในเป้าหมายการอภิวัฒน์ในบทที่ ๑๔ ของหนังสือเล่มนี้ สัมปทานที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนไม่มีอำนาจต่อรอง ควรถูกเรียกคืนและพิจารณาใหม่ทั้งหมดในเงื่อนไขที่เป็นธรรมต่อประชาชนไทย

๑.๕อำนาจอธิปไตย: ของใครและใช้อย่างไร

หลักการที่สี่
อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทุกคน ผู้เข้าไปใช้ต้องมาจากการยินยอม

อำนาจในการตรากฎหมาย (นิติบัญญัติ) อำนาจกำหนดและขับเคลื่อนประเทศตามนโยบาย (บริหาร) และอำนาจในการธำรงกระบวนการยุติธรรม (ตุลาการ) หรือที่เรียกรวมกันว่า “อำนาจอธิปไตย” นั้น เป็นของประชาชนทุกคน ผู้เข้าไปใช้หรือควบคุมการใช้อำนาจเหล่านี้ต้องมาจากการยินยอมของประชาชน หรือเป็นผู้ที่ประชาชนเลือกเข้าไปเท่านั้น ใครอื่นที่ไม่ได้ผูกโยงกับประชาชนหรือไม่ได้รับการเลือกอย่างบริสุทธิ์ ย่อมไม่มีสิทธิอันชอบธรรมในการอ้างใช้อำนาจเหล่านี้

การแบ่งอำนาจและความชอบธรรม

หลักการว่าอำนาจอธิปไตยแบ่งเป็นสามประเภทและต้องมาจากการยินยอมของประชาชน มีรากในงานของ Charles-Louis de Montesquieu (1748) ใน The Spirit of the Laws ซึ่งเสนอหลักการแบ่งแยกอำนาจ (separation of powers) Montesquieu โต้แย้งว่าเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการปกป้องได้ก็ต่อเมื่ออำนาจทั้งสามไม่อยู่ในมือของบุคคลหรือกลุ่มเดียวกัน เพราะการรวมศูนย์ของอำนาจย่อมนำไปสู่การกดขี่โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Montesquieu, 1748/1989)

หลักการนี้ได้ถูกพัฒนาและประยุกต์ในรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก และเป็นฐานของการวิเคราะห์ว่ารัฐบาลใดเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เกณฑ์หลักคือ อำนาจทั้งสามสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้อย่างแท้จริงหรือไม่ และแต่ละอำนาจมีที่มาที่สามารถสืบย้อนไปยังการยินยอมของประชาชนได้อย่างชัดเจนหรือไม่

ในบริบทไทย การใช้หลักการนี้ในการวิเคราะห์เปิดเผยปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้ง รัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ของไทยโดยเฉพาะฉบับที่ร่างขึ้นหลังการรัฐประหาร มักมีกลไกที่ให้อำนาจแก่สถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในการยับยั้งหรือล้มล้างการตัดสินใจของสถาบันที่มาจากการเลือกตั้ง (Ginsburg, 2009) กลไกเหล่านี้รวมถึงวุฒิสภาที่มีสมาชิกจากการแต่งตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ขั้นตอนการเลือกไม่โปร่งใสและไม่ผูกกับการยินยอมของประชาชนโดยตรง และบทบาทของกองทัพในการเมืองที่ไม่ได้ถูกกำกับโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

การรัฐประหาร: อาชญากรรมต่อประชาชน

เมื่อยึดหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การรัฐประหารย่อมเป็นการละเมิดหลักการนี้อย่างร้ายแรงที่สุด การรัฐประหารคือการที่กลุ่มบุคคลที่ไม่ได้รับการเลือกจากประชาชน ใช้กำลังทหารหรือเครื่องมืออื่นของรัฐ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกขึ้น และสถาปนาอำนาจของตนเองขึ้นมาแทน การกระทำนี้ไม่เพียงละเมิดกฎหมาย แต่ละเมิดหลักการพื้นฐานว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ

ในประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศได้ผ่านการรัฐประหารที่สำเร็จ ๑๓ ครั้ง (นับตามการยอมรับของนักรัฐศาสตร์) ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงผิดปกติในระดับโลก และเป็นเครื่องชี้ชัดว่าหลักการอธิปไตยของประชาชนยังไม่ได้รับการสถาปนาอย่างมั่นคงในโครงสร้างทางการเมืองของไทย (Chambers & Waitoolkiat, 2016) ทุกครั้งของการรัฐประหารถูกจัดว่าเป็น “ความจำเป็น” หรือ “ทางออก” ของวิกฤตในขณะนั้น แต่ในแง่ของหลักการ ทุกครั้งของการรัฐประหารคืออาชญากรรมต่อประชาชนที่สมควรได้รับการลงโทษ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะถูกละเว้นหรือนิรโทษกรรม

ข้อเสนอของทฤษฎีมดแดงล้มช้างที่ว่าการรัฐประหารควรเป็นอาญาหนักที่สุดที่ไม่สามารถนิรโทษกรรมได้โดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ยกเว้นโดยประชามติ จึงมิใช่ข้อเรียกร้องที่สุดโต่ง หากเป็นการประยุกต์หลักการพื้นฐานที่ยอมรับในวรรณกรรมรัฐศาสตร์สากลอย่างสมเหตุสมผล ในประเทศที่ได้สถาปนาประชาธิปไตยอย่างมั่นคง การรัฐประหารกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการได้ เพราะระบอบมีกลไกที่ป้องกันและลงโทษอย่างเข้มงวด การไปถึงจุดนั้นในประเทศไทยเป็นเป้าหมายเชิงโครงสร้างที่สำคัญของการอภิวัฒน์

หน้าที่ของปวงชนในหลักการที่สี่คือ การตรวจสอบและปฏิเสธสิ่งแปลกปลอมทุกรูปแบบที่เข้ามาแอบอ้างใช้อำนาจอธิปไตยโดยไม่ผ่านการยินยอมของประชาชน การไม่ตรวจสอบและไม่ปฏิเสธ คือการให้ความชอบธรรมโดยปริยายแก่การใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม และเป็นการทรยศต่ออำนาจของตนเองที่ถูกประชาชนอื่น ๆ ร่วมกันมอบให้

๑.๖การมีส่วนร่วมทางการเมือง: ทั้งสิทธิและหน้าที่

หลักการที่ห้า
การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่โดยธรรมชาติ

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่โดยธรรมชาติ เพราะอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการเป็นของทุกคนในชาติ แต่ปวงชนยอมให้มีตัวแทนขึ้นไปใช้ เพื่อจะได้เอื้อประโยชน์ต่าง ๆ กลับมาให้กับทุกคนในชาติ ผู้ที่ไปใช้อำนาจต้องมาจากฉันทานุมัติโดยเสียงส่วนใหญ่และต้องรับใช้ประชาชน แล้วต้องไม่ทำตัวเป็นทรราช

ประชาธิปไตยในฐานะวิถีชีวิต มิใช่เพียงระบบการเลือกตั้ง

งานของ John Dewey (1927) ใน The Public and Its Problems เสนอความเข้าใจที่ลึกของประชาธิปไตยที่ไปไกลกว่าการเลือกตั้ง Dewey โต้แย้งว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคือ “วิถีชีวิต” (way of life) ซึ่งประกอบด้วยการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของพลเมืองในการอภิปราย การตัดสินใจร่วม และการปฏิบัติที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา การเลือกตั้งทุกสี่หรือห้าปี โดยที่ระหว่างนั้นประชาชนถอยออกจากการมีส่วนร่วมในการเมือง มิใช่ประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง หากเป็นเพียงรูปแบบภายนอกที่ขาดเนื้อหา (Dewey, 1927/1954)

ความเข้าใจนี้ขยายความหมายของ “การมีส่วนร่วมทางการเมือง” ให้ครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การลงคะแนนเสียง การเข้าร่วมพรรคการเมือง การเข้าร่วมการชุมนุม การเข้าร่วมองค์กรภาคประชาสังคม การเขียนวิจารณ์ในสื่อ การเข้าร่วมการสนทนาในชุมชน จนถึงการสอนลูกหลานเกี่ยวกับคุณค่าของประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมเหล่านี้เสริมกันและสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่มีชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

ความขัดแย้งของหน้าที่และสิทธิ

การที่หลักการที่ห้าระบุว่าการมีส่วนร่วมเป็นทั้ง “สิทธิ” และ “หน้าที่” มีนัยที่สำคัญ การเป็นสิทธิหมายความว่าประชาชนมีอำนาจที่จะมีส่วนร่วมเมื่อต้องการ และไม่มีใครสามารถห้ามได้ การเป็นหน้าที่หมายความว่าประชาชนมีพันธะทางศีลธรรมที่จะมีส่วนร่วม และการไม่มีส่วนร่วมคือการล้มเหลวในการทำหน้าที่ของตนในฐานะสมาชิกของชาติ

ข้อกล่าวหาว่าการเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นการกำหนดภาระเพิ่มเติมในชีวิตที่ยากลำบากอยู่แล้วนั้น ต้องได้รับการพิจารณาอย่างเห็นใจ ประชาชนจำนวนมากในประเทศไทยต้องทำงานหนักเพียงเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด การเรียกร้องให้พวกเขาเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเพิ่มเติมอาจดูเป็นการขอมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่สำคัญคือ การไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนคือสิ่งที่ทำให้ความยากลำบากของพวกเขายืดเยื้อต่อไป หากประชาชนไม่เข้าไปกำหนดทิศทางของรัฐ รัฐจะถูกกำหนดโดยคนอื่น และผลประโยชน์ของประชาชนจะไม่ได้รับการปกป้อง

ดังนั้น การมีส่วนร่วมทางการเมืองมิใช่ภาระเพิ่มเติมที่แยกจากการดำรงชีวิต หากเป็นเงื่อนไขของการที่การดำรงชีวิตของประชาชนจะได้รับการปกป้อง การเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม จึงเป็นการเรียกร้องให้พวกเขาปกป้องชีวิตของตนเองและครอบครัว ในลักษณะที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการพึ่งพาความเมตตาของผู้มีอำนาจ

๑.๗สิทธิในการต่อต้านทรราช: หลักการและพันธกิจ

หลักการที่หก
เมื่อเผด็จการทำตัวเป็นทรราช ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการล้มล้าง

เมื่อเผด็จการได้เกิดขึ้น และได้ทำตัวเป็นทรราชแล้ว การรู้ทันและรวมพลังประชาชนเพื่อล้มล้างคณะทรราชเป็นสิ่งที่ต้องทำ และจะต้องเผชิญหน้าแล้วทำลายการครอบงำของเหล่าทรราชในทุกด้าน อันได้แก่ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ และด้านจิตสำนึก อย่างจงใจและจริงจังให้สำเร็จในทุกมิติ

จากปรัชญาการต่อต้านทรราชถึงปัจจุบัน

หลักการว่าประชาชนมีสิทธิในการต่อต้านทรราช มีรากที่ลึกในประวัติศาสตร์ปรัชญาการเมือง งานของ Étienne de La Boétie (1548) ใน Discourse on Voluntary Servitude ที่เขียนในวัย ๑๘ ปี ได้เสนอการวิเคราะห์ที่ทรงพลังว่าทรราชสามารถดำรงอยู่ได้ก็เพราะความยินยอมของผู้ถูกปกครอง หากประชาชนถอนความยินยอมนี้ ทรราชย่อมล่มสลายโดยไม่ต้องมีการต่อสู้ด้วยอาวุธ แนวคิดของ La Boétie ยังมีอิทธิพลต่อนักทฤษฎีการต่อต้านแบบไร้ความรุนแรงในยุคหลัง รวมถึง Mahatma Gandhi และ Martin Luther King Jr.

John Locke ใน Second Treatise of Government ได้พัฒนาหลักการนี้ในเชิงกฎหมายและปรัชญาการเมือง Locke เสนอว่าเมื่อผู้ปกครองละเมิดความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ ไม่ว่าจะโดยการใช้อำนาจเกินขอบเขต การโจมตีชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือการขัดขวางกระบวนการทางกฎหมาย ประชาชนมีสิทธิที่จะ “appeal to Heaven” ซึ่งในภาษาของ Locke หมายถึงสิทธิในการล้มล้างผู้ปกครองและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ (Locke, 1689/1988)

ในศตวรรษที่ ๒๐ แนวคิดการต่อต้านทรราชได้รับการพัฒนาในสองทิศทาง ทิศทางแรกเน้นการต่อต้านด้วยอาวุธในกรณีที่จำเป็น ดังในงานของ Frantz Fanon ทิศทางที่สองเน้นการต่อต้านแบบไร้ความรุนแรงเชิงยุทธศาสตร์ ดังในงานของ Gene Sharp ที่กล่าวถึงในบทที่ ๖ ของหนังสือเล่มนี้ ทฤษฎีมดแดงล้มช้างเลือกเดินในทิศทางที่สอง โดยยึดหลักการใช้พลังธรรมไล่อธรรม ซึ่งเป็นทั้งหลักการทางจริยธรรมและหลักการทางยุทธศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในบริบทของศตวรรษที่ ๒๑

การครอบงำสามด้านที่ต้องทำลาย

การต่อต้านทรราชที่มีประสิทธิภาพต้องเผชิญหน้ากับการครอบงำในสามด้านที่ทฤษฎีนี้ระบุ ด้านแรกคือการเมืองการปกครองหรืออำนาจรัฐ ด้านที่สองคือเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ และด้านที่สามคือจิตสำนึก หรือการที่ผู้ถูกปกครองยอมรับสภาพของตนในฐานะทาส ไพร่ หรือเบี้ยด้อยค่า การครอบงำในแต่ละด้านเสริมกัน และการต่อสู้ในด้านเดียวโดยไม่คำนึงถึงด้านอื่น มักนำไปสู่ความล้มเหลว

การวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับกรอบของ Steven Lukes (2005) ใน Power: A Radical View ที่เสนอว่าอำนาจมีสามมิติ คือ อำนาจในการตัดสินใจโดยตรง อำนาจในการกำหนดวาระ และอำนาจในการกำหนดความคิดและความต้องการของผู้อื่น ด้านที่สามของการครอบงำตามทฤษฎีมดแดงล้มช้าง ตรงกับมิติที่สามของอำนาจตาม Lukes ซึ่งเป็นมิติที่ลึกที่สุดและยากที่สุดในการต่อต้าน เพราะผู้ถูกปกครองมักไม่ตระหนักว่าตนกำลังถูกครอบงำ

การต่อต้านอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องทำงานในทั้งสามด้านพร้อมกัน การต่อต้านในด้านการเมือง ผ่านการสร้างองค์กร การเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหว การต่อต้านในด้านเศรษฐกิจ ผ่านการไม่ร่วมมือกับโครงสร้างที่ขูดรีด และการสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจของประชาชน และการต่อต้านในด้านจิตสำนึก ผ่านการศึกษา การสร้างวาทกรรมทางเลือก และการปลุกให้ประชาชนตระหนักในศักดิ์ศรีและอำนาจของตน หัวข้อเหล่านี้จะได้รับการขยายในบทต่อไปของหนังสือ

สิทธิในการต่อต้านทรราชมิใช่การให้อนุญาตแก่ประชาชนในการก่อความรุนแรงหรือก่อกบฏตามใจชอบ หากคือการยืนยันว่าเมื่อระบอบทำตัวเป็นทรราชอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การต่อต้านของประชาชนคือการรักษากฎหมายที่สูงกว่า นั่นคือกฎหมายของความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่มีอำนาจรัฐใดในโลกสามารถลิดรอนได้

๑.๘บทสรุป: หกหลักการในฐานะเสาของทฤษฎี

บทนี้ได้นำเสนอหกหลักการที่ผู้เขียนถือเป็นฐานของทฤษฎีอภิวัฒน์ปวงชนมดแดงล้มช้าง หลักการเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เขียนประดิษฐ์ขึ้น หากเป็นการกลั่นจากปรัชญาการเมืองตะวันตกที่พัฒนาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗ จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรอง และจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในการต่อสู้กับการกดขี่ทุกรูปแบบ

หลักการทั้งหกทำงานร่วมกันในฐานะเสาหลักของทฤษฎีและฐานของการกระทำทางการเมือง หลักการแรกว่าด้วยความเป็นมนุษย์ในฐานะอธิปไตยสูงสุด คือฐานที่ทุกหลักการอื่นยืนอยู่บน หลักการที่สองว่าด้วยชาติที่เกิดจากประชาชน คือการประยุกต์หลักการแรกในระดับของสังคม หลักการที่สามว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติ คือการประยุกต์ในระดับของเศรษฐกิจ หลักการที่สี่ว่าด้วยอำนาจอธิปไตย คือการประยุกต์ในระดับของการเมือง หลักการที่ห้าว่าด้วยการมีส่วนร่วม คือหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากหลักการทั้งสี่แรก และหลักการที่หกว่าด้วยการต่อต้านทรราช คือทางออกเมื่อผู้มีอำนาจละเมิดหลักการทั้งหมด

ผู้ที่ยึดหลักการทั้งหกนี้อย่างชัดเจนและลึกซึ้ง จะมีเข็มทิศที่ใช้ในการนำทางผ่านความซับซ้อนและความท้าทายของการต่อสู้ทางการเมือง เมื่อเผชิญกับการประนีประนอมที่ดูน่าสนใจ หลักการเหล่านี้ช่วยตัดสินว่าการประนีประนอมนั้นควรรับหรือปฏิเสธ เมื่อเผชิญกับวาทกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามใช้โจมตี หลักการเหล่านี้ให้ฐานในการตอบโต้ที่มั่นคง เมื่อเผชิญกับความเหนื่อยล้าที่ยาวนาน หลักการเหล่านี้ยืนยันว่าการต่อสู้มีความหมาย เพราะเป็นการยืนในสิ่งที่ถูกต้องในมาตรฐานของความเป็นมนุษย์

การเดินทางสู่บทที่ ๒

เมื่อวางหกหลักการเบื้องต้นไว้เป็นฐานแล้ว คำถามถัดไปที่ต้องเผชิญคือ เหตุใดประชาชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนระบอบ และเหตุใดการเปลี่ยนระบอบจึงไม่สามารถเกิดขึ้นโดยปราศจากพลังของปวงชนที่ตระหนักรู้ บทที่ ๒ จะเสนอการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ของอำนาจที่กระจุกตัวอยู่ในชนชั้นปกครอง และจะชี้ให้เห็นเหตุผลที่การพึ่งพาชนชั้นนำในการสร้างประชาธิปไตยโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เป็นทางเลือกที่จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

๑.๙เอกสารอ้างอิง

Anderson, B. (2006). Imagined communities: Reflections on the origin and spread of nationalism (Revised ed.). Verso. (Original work published 1983)

Chambers, P., & Waitoolkiat, N. (2016). The resilience of monarchised military in Thailand. Journal of Contemporary Asia, 46(3), 425–444.

Dewey, J. (1954). The public and its problems. Swallow Press. (Original work published 1927)

Ginsburg, T. (2009). Constitutional afterlife: The continuing impact of Thailand’s postpolitical constitution. International Journal of Constitutional Law, 7(1), 83–105.

La Boétie, É. de (2008). The politics of obedience: The discourse of voluntary servitude (H. Kurz, Trans.). Ludwig von Mises Institute. (Original work published 1576)

Locke, J. (1988). Two treatises of government (P. Laslett, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1689)

Lukes, S. (2005). Power: A radical view (2nd ed.). Palgrave Macmillan.

Montesquieu, C. (1989). The spirit of the laws (A. M. Cohler, B. C. Miller, & H. S. Stone, Trans. & Eds.). Cambridge University Press. (Original work published 1748)

Ostrom, E. (1990). Governing the commons: The evolution of institutions for collective action. Cambridge University Press.

Paine, T. (1984). Rights of man. Penguin Classics. (Original work published 1791)

Rousseau, J.-J. (1968). The social contract (M. Cranston, Trans.). Penguin Classics. (Original work published 1762)

Unger, D. H., & Mahakanjana, C. (2016). Thai politics: Between democracy and its discontents. Lynne Rienner Publishers.

United Nations. (1948). Universal declaration of human rights. https://www.un.org/en/about-us/universal-declaration-of-human-rights

หมายเหตุผู้เขียน: บทนี้เป็นบทที่หนึ่งของตำรา มดแดงล้มช้าง: ทฤษฎีอภิวัฒน์ปวงชนเพื่อราษฎรเสรีไทย ภายใต้โครงการของ Education for Peace Foundation และ คันฉ่องส่องไทย พัฒนาจาก manuscript ต้นฉบับที่ผู้เขียนเขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ และได้รับการปรับปรุงในปี ๒๕๖๗ โดยเสริมด้วยการอ้างอิงวรรณกรรมปรัชญาการเมืองและรัฐศาสตร์ร่วมสมัย ในการอ่านบทนี้ ผู้อ่านที่คุ้นเคยกับต้นฉบับเดิมจะเห็นว่าหกหลักการพื้นฐานที่ผู้เขียนได้เสนอในบทที่ ๑ ของต้นฉบับ ได้ถูกรักษาไว้ทั้งหมด และได้รับการเสริมด้วยการวางในประเพณีทางปัญญาระดับสากลที่ทำให้น้ำหนักของหลักการชัดเจนยิ่งขึ้น

ฉบับสมบูรณ์ · ๑๐๐ บาท / ๑๐๐ เครดิต

บทที่ ๑ เปิดอ่านฟรีทั้งบท บทที่ ๒ ถึง ๑๕ และภาคผนวก ก ครบทั้งสี่ภาค ตั้งแต่ฐานปรัชญาและทฤษฎี สถาปัตยกรรมของอำนาจปวงชน กับดักหกประการในขบวนการมดแดง ไปจนถึงภารกิจมดแดงและการสร้างชาติใหม่ เปิดให้ผู้ซื้อ

ซื้อครั้งเดียวเปิดอ่านได้ครบทุกบทด้วยบัญชีที่ซื้อ กลับมาอ่านซ้ำได้ที่ชั้นหนังสือของฉัน · สิทธิอ่านออนไลน์ ไม่มีไฟล์ดาวน์โหลด

ส่วนนี้สำหรับผู้อ่านที่มีหนังสือเล่มนี้แล้ว

จ่ายครั้งเดียว อยู่ในชั้นหนังสือของคุณตลอดไป กลับมาอ่านได้ทุกเมื่อ ทุกอุปกรณ์

฿100.00 หรือ 100 เครดิต

เข้าสู่ระบบ หรือสมัครบัญชีฟรี

บัญชีช่วยเก็บทุกเล่มที่คุณปลดล็อกไว้ในชั้นหนังสือเดียว