ENG4ALL · สำนักพิมพ์ประชาชน

เปิดอ่านฟรีทั้งเล่ม · หนังสือเล่มเล็กเพื่อทุกคน

ชุด คิดเป็น เห็นทาง · หนังสือเล่มเล็ก

ภาษาอังกฤษเมื่อเราไม่เข้าใจ

ขอให้พูดซ้ำ ถามให้ชัด และเดินต่ออย่างมั่นใจ

อ่านได้ครบทั้ง 12 บท พร้อมแบบฝึก เฉลย และเครื่องมือท้ายเล่ม โดยไม่ต้องซื้อหนังสือหรือเติมเครดิต

เริ่มอ่านบทที่ 1 →

ตัวละครและสถานการณ์

เมย์ ช่วยจัดกิจกรรมอ่านหนังสือในชุมชนเป็นครั้งแรก ต้น เป็นเพื่อนร่วมทีม ส่วน อเล็กซ์ เป็นอาสาสมัครที่ใช้ภาษาอังกฤษ ทุกคนเป็นตัวละครสมมติ

เรื่องนี้ไม่ใช่การทดสอบสำเนียง เราฝึกสื่อสารให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องพูดเหมือนตัวละครทุกคำ และไม่ต้องรอให้ไวยากรณ์สมบูรณ์ก่อนเริ่มถาม

อ่านฟรี

1. ยิ้มแล้วพยักหน้า ทั้งที่ยังไม่รู้

อเล็กซ์ยกกล่องหนังสือขึ้นแล้วถามเมย์

Alex: “Could you put these on the table by the window?”
ช่วยวางของพวกนี้บนโต๊ะข้างหน้าต่างได้ไหม?

เมย์ได้ยินคำว่า *table* แต่ไม่ทันส่วนที่เหลือ เธอยิ้มและพยักหน้า ก่อนยกกล่องไปวางบนโต๊ะหน้าประตู

“เราไม่อยากให้เขารู้ว่าฟังไม่ทัน” เธอกระซิบกับต้น

ต้นมองโต๊ะสองตัว “แต่ถ้าเราถาม เขาจะรู้ว่าต้องช่วยบอกตรงไหน”

การพยักหน้าอาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเราตกลงหรือเข้าใจแล้ว การบอกว่าฟังไม่ทันช่วยให้ทั้งสองคนทำงานต่อได้ เราไม่จำเป็นต้องเล่าประวัติการเรียนหรือขอโทษยาว ๆ

ลองเริ่มด้วยประโยคนี้:

Sorry, I didn't catch that.
ขอโทษนะ เมื่อกี้ฟังไม่ทัน

ในบริบทการฟัง *catch* หมายถึงรับฟังหรือเข้าใจสิ่งที่พูด ไม่ใช่จับสิ่งของ ส่วน *sorry* ตรงนี้ใช้เปิดคำขออย่างสุภาพ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นผู้ทำผิดร้ายแรง

เมย์ยกกล่องลงแล้วลองพูด อเล็กซ์ตอบช้าลงพร้อมชี้โต๊ะข้างหน้าต่าง ทุกคนทำงานต่อได้เร็วขึ้น

ลองทำ: อ่านประโยคออกเสียงสามครั้ง จากนั้นลองพูดโดยไม่มอง ไม่ต้องจับเวลาหรือแข่งกับใคร

ฟังทันหนึ่งคำ ยังไม่เท่ากับเข้าใจทั้งเรื่อง

เมย์ฟังทันคำว่า table

เห็นโต๊ะให้เลือกสองตัว

ยังไม่แน่ใจว่าหมายถึงโต๊ะไหน

ถามอีกครั้ง แล้วดูอเล็กซ์ชี้

อ่านฟรี

2. ขอให้พูดอีกครั้ง

เมย์อยากมีประโยคที่ใช้ซ้ำได้ เธอเขียนใส่กระดาษเล็ก ๆ:

Could you say that again, please?
ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม?

เป็นคำขอที่สุภาพ ใช้ได้กับครู เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่เพิ่งพบกัน ในการพูดทั่วไป คนจำนวนมากใช้รูปที่สั้นกว่า:

Can you say that again, please?

ทั้งสองประโยคใช้ขอให้พูดซ้ำได้ *Could you…?* มักให้ความรู้สึกสุภาพกว่าเล็กน้อย แต่ไม่ต้องหยุดบทสนทนาเพื่อเลือกรูปที่ดีที่สุดทุกครั้ง

หากเป็นการคุยแบบเป็นกันเอง เราอาจใช้:

Sorry?
ว่าอย่างไรนะ?

พูดด้วยน้ำเสียงถาม อย่างไรก็ตาม ประโยคเต็มช่วยให้คำขอชัดกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น และไม่ควรใช้ *What?* ด้วยน้ำเสียงห้วนเมื่อยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรับอย่างไร

บทสนทนา

Alex: “The reading activity starts at ten.”
กิจกรรมอ่านหนังสือเริ่มสิบโมง

May: “Could you say that again, please?”
ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม?

Alex: “It starts at ten.”
เริ่มสิบโมง

May: “Thank you.”
ขอบคุณ

ข้อสังเกต: การขอซ้ำครั้งหนึ่งยังอาจไม่พอ ถ้ายังไม่เข้าใจ เราขอความช่วยเหลืออีกแบบได้ ไม่ต้องแกล้งทำเป็นเข้าใจเพราะขอซ้ำไปแล้ว

อ่านฟรี

3. ขอให้พูดช้าลง

อเล็กซ์พูดซ้ำด้วยความเร็วเท่าเดิม เมย์ยังฟังไม่ทัน ต้นจึงชี้ประโยคอีกใบ:

Could you speak a little more slowly, please?
ช่วยพูดช้าลงอีกนิดได้ไหม?

ประโยคนี้บอกความช่วยเหลือที่ต้องการโดยตรง พูดช้าลงไม่ใช่พูดดังขึ้น ถ้าได้ยินเสียงแต่แยกคำไม่ทัน ขอให้ช้าลงจะตรงกับปัญหากว่า

บางครั้งเราต้องการให้แบ่งคำแนะนำเป็นช่วง:

Could you give me one step at a time?
ช่วยบอกทีละขั้นตอนได้ไหม?

บทสนทนา

Alex: “Put the books on the table, arrange the chairs, and check the sign.”
วางหนังสือบนโต๊ะ จัดเก้าอี้ แล้วตรวจป้าย

May: “Could you give me one step at a time?”
ช่วยบอกทีละขั้นตอนได้ไหม?

Alex: “First, put the books on the table.”
ก่อนอื่น วางหนังสือบนโต๊ะ

May: “Okay. What's next?”
ได้เลย ต่อไปทำอะไร?

ฝึกวันนี้: เลือกประโยคขอซ้ำหนึ่งประโยคและประโยคขอช้าลงหนึ่งประโยค เก็บไว้ในโทรศัพท์หรือสมุด ใช้คู่กันได้เมื่อจำเป็น

4. บอกส่วนที่ฟังทัน

อเล็กซ์ถามให้เมย์เอาป้ายไปไว้ใกล้ทางเข้า เมย์เข้าใจคำว่า *sign* แต่ไม่รู้ตำแหน่ง แทนที่จะขอให้พูดทุกอย่างใหม่ เธอบอกส่วนที่เข้าใจแล้วถามจุดที่ขาด

I understood “the sign,” but I didn't catch where to put it.
ฉันเข้าใจส่วนที่ว่า “ป้าย” แต่ฟังไม่ทันว่าจะให้วางที่ไหน

รูปสั้นที่ใช้ได้:

Where should I put the sign?
ฉันควรวางป้ายไว้ที่ไหน?

เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทุกครั้งที่มีคำที่ไม่เข้าใจ การบอกสิ่งที่ฟังทันช่วยให้อีกฝ่ายรู้ว่าควรอธิบายส่วนไหน

ลองใช้แม่แบบนี้:

I understood ___, but I didn't catch ___.

ไม่จำเป็นต้องใช้ประโยคยาวถ้ายังพูดไม่คล่อง เราใช้คำที่รู้ร่วมกับคำถามสั้นได้ เช่น “The sign—where?” พร้อมน้ำเสียงถามและท่าทางที่สุภาพ แล้วค่อยเพิ่มประโยคเต็มเมื่อพร้อม

5. ถามความหมายของคำ

อเล็กซ์บอกให้วางแบบฟอร์มไว้ที่ *entrance* เมย์ไม่รู้คำนี้ จึงถาม:

What does “entrance” mean?
“entrance” หมายความว่าอะไร?

Alex: “It's the place where people come in.”
คือจุดที่ผู้คนเข้ามา

May: “Oh, the entrance. Thank you.”
อ๋อ ทางเข้า ขอบคุณ

หากอธิบายแล้วยังไม่เข้าใจ ลองขอตัวอย่างหรือคำง่ายขึ้น:

Could you give me an example?
ช่วยยกตัวอย่างได้ไหม?

Could you explain that in simpler words?
ช่วยอธิบายด้วยคำที่ง่ายขึ้นได้ไหม?

การถามคำเดียวอาจช่วยให้เข้าใจทั้งคำแนะนำ แต่ไม่จำเป็นต้องหยุดถามทุกคำในทุกสถานการณ์ เลือกถามคำที่มีผลต่อสิ่งที่ต้องทำ เช่น จุดหมาย เวลา จำนวน หรือเงื่อนไข

ช่องศัพท์ของฉัน: คำใหม่ / คำอธิบายที่เข้าใจ / ตัวอย่างของตัวเอง

6. ขอให้เขียนและสะกด

เสียงอาจฟังยากเมื่อรอบข้างดัง ชื่อคนและสถานที่ก็อาจไม่คุ้น เราเปลี่ยนช่องทางได้:

Could you write that down, please?
ช่วยเขียนให้หน่อยได้ไหม?

How do you spell that?
คำนั้นสะกดอย่างไร?

Could you show me on the map?
ช่วยชี้ให้ดูบนแผนที่ได้ไหม?

บทสนทนา

Alex: “Please ask Lina about the chairs.”
ช่วยถามลีนาเรื่องเก้าอี้

May: “How do you spell her name?”
ชื่อเธอสะกดอย่างไร?

Alex: “L-I-N-A.”

May: “Lina. Got it.”
ลีนา เข้าใจแล้ว

คำว่า Got it. ใช้บอกว่าเข้าใจหรือรับข้อมูลแล้ว ใช้เมื่อเข้าใจจริง หากยังไม่แน่ใจให้ถามต่อก่อน

ไม่ควรให้คำขอเขียนกลายเป็นการขอข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็น ในบทนี้เราเพียงฝึกรับคำแนะนำหรือชื่อที่จำเป็นต่อกิจกรรม

7. ตรวจตัวเลข เวลา และสถานที่

เมย์ได้ยินจำนวนเก้าอี้ไม่ชัด ระหว่าง *thirteen* กับ *thirty* เธอไม่เดาแล้วไปยกเก้าอี้ทันที

Did you say thirteen or thirty?
คุณพูดว่าสิบสามหรือสามสิบ?

Thirty chairs, right?
เก้าอี้สามสิบตัว ใช่ไหม?

ตัวเลขและเวลาควรทวนให้ชัด โดยเฉพาะเมื่อฟังผ่านโทรศัพท์หรือมีเสียงรบกวน

Alex: “Please come at eight fifteen.”
ช่วยมาตอนแปดโมงสิบห้า

May: “Eight fifteen in the morning, right?”
แปดโมงสิบห้าตอนเช้า ใช่ไหม?

Alex: “Yes, that's right.”
ใช่ ถูกแล้ว

หากอีกฝ่ายพูดชื่อวันหรือวันที่ ให้ทวนทั้งสองส่วนเมื่อจำเป็น เช่น “Saturday, the twelfth, right?” แปลว่า “วันเสาร์ที่สิบสอง ใช่ไหม?” วันและวันที่ในบทสนทนาตัวอย่างนี้ไม่ได้อ้างถึงปฏิทินจริง

ฝึก: ถ้าได้ยิน 14 หรือ 40 ไม่ชัด จะถามอย่างไร? ลองพูด “Did you say fourteen or forty?”

8. ทวนสิ่งที่เข้าใจ

ก่อนกิจกรรมเริ่ม เมย์ลองสรุปงานสามอย่างให้สั้น:

So, I should put the books by the window and the sign at the entrance. Is that right?
ถ้าอย่างนั้น ฉันควรวางหนังสือข้างหน้าต่างและวางป้ายที่ทางเข้า ถูกไหม?

อเล็กซ์ตอบว่าใช่ ทั้งคู่จึงรู้ว่ากำลังพูดถึงงานเดียวกัน

ประโยคเริ่มต้นที่มีประโยชน์:

  • So, you mean…? — ถ้าอย่างนั้น คุณหมายถึง…ใช่ไหม?
  • Let me check. — ขอฉันตรวจความเข้าใจหน่อย
  • Is that right? — ถูกไหม?

การทวนไม่ใช่การท่องทุกคำของอีกฝ่าย เราเลือกส่วนที่สำคัญต่อการทำงาน และเปิดโอกาสให้เขาแก้ความเข้าใจของเรา

หากคำตอบคือ “Not quite.” แปลว่า “ยังไม่ตรงทีเดียว” ไม่ได้แปลว่าบทสนทนาล้มเหลว นั่นคือข้อมูลที่ช่วยให้แก้ได้ก่อนลงมือ

9. เมื่ออีกฝ่ายก็ฟังเราไม่เข้าใจ

เมย์ถาม “Where is Lina?” แต่อเล็กซ์ได้ยินไม่ชัด เขาจึงขอให้พูดซ้ำ เมย์หัวเราะเบา ๆ “เขาก็ถามได้เหมือนกันนี่นา”

แทนที่จะพูดประโยคเดิมเร็วและดังขึ้น เธอเว้นจังหวะและแยกคำสำคัญ:

May: “Lina. Where is she?”
ลีนา เธออยู่ที่ไหน?

Alex: “She's outside.”
เธออยู่ข้างนอก

เมื่ออีกฝ่ายไม่เข้าใจเรา ลองทำทีละอย่าง: พูดช้าลง ใช้คำง่ายขึ้น แบ่งประโยค หรือเขียนคำสำคัญ การพูดดังขึ้นช่วยเฉพาะเมื่อปัญหาคือได้ยินเสียงไม่พอ

ถ้าต้องเปลี่ยนข้อความที่ตนพูดผิด ใช้:

Sorry, I meant thirty, not thirteen.
ขอโทษนะ ฉันหมายถึงสามสิบ ไม่ใช่สิบสาม

ความรับผิดชอบในการทำความเข้าใจเป็นงานร่วมกัน ไม่ใช่ภาระของผู้เรียนฝ่ายเดียว

10. บทสนทนารวมและแบบฝึก

ฉากจบ: ห้องอ่านหนังสือกำลังเปิด

Alex: “Could you put thirty chairs near the entrance?”
ช่วยวางเก้าอี้สามสิบตัวใกล้ทางเข้าได้ไหม?

May: “Sorry, I didn't catch that. Could you speak a little more slowly, please?”
ขอโทษนะ ฟังไม่ทัน ช่วยพูดช้าลงอีกนิดได้ไหม?

Alex: “Thirty chairs. Near the entrance.”
เก้าอี้สามสิบตัว ใกล้ทางเข้า

May: “Did you say thirteen or thirty?”
สิบสามหรือสามสิบ?

Alex: “Thirty. Three-zero.”
สามสิบ สาม-ศูนย์

May: “What does ‘entrance’ mean?”
“entrance” หมายความว่าอะไร?

Alex: “The place where people come in. Over there.”
จุดที่ผู้คนเข้ามา ตรงโน้น

May: “So, thirty chairs over there. Is that right?”
ถ้าอย่างนั้น เก้าอี้สามสิบตัวตรงโน้น ถูกไหม?

Alex: “Yes. Thank you!”
ใช่ ขอบคุณ!

เมย์ยังไม่รู้ทุกคำ แต่ทำงานได้เพราะถามจุดที่จำเป็น เธอไม่ได้สอบผ่านภาษาอังกฤษทั้งภาษา เธอเพียงสื่อสารงานนี้สำเร็จ และมีเครื่องมือไว้ใช้ครั้งต่อไป

แบบฝึก ก: เลือกความช่วยเหลือ

  1. อีกฝ่ายพูดเร็วมาก แต่เสียงชัด คุณจะขออะไร?
  2. ไม่รู้ว่าคำว่า *entrance* หมายถึงอะไร คุณจะถามอะไร?
  3. ฟังชื่อสถานที่ไม่ชัด คุณอยากเห็นตัวสะกด คุณจะถามอะไร?
  4. เข้าใจเกือบทั้งหมด แต่ยังไม่แน่ใจจำนวนเก้าอี้ คุณจะทำอะไร?

แบบฝึก ข: เติมประโยค

  1. Could you ___ that again, please?
  2. What does “entrance” ___?
  3. How do you ___ that?
  4. So, thirty chairs. Is that ___?

แบบฝึก ค: จับคู่ฝึก

คนหนึ่งเป็นผู้ให้คำแนะนำ อีกคนเป็นผู้ถาม ใช้ข้อมูลสมมตินี้: หนังสือ 12 เล่ม โต๊ะข้างหน้าต่าง เริ่มเวลาเก้าโมงเช้า จากนั้นสลับบทบาทและเปลี่ยนข้อมูลหนึ่งจุด

เป้าหมายคือได้ข้อมูลตรงกัน ไม่ใช่หลอกให้อีกฝ่ายตอบผิด หากฝึกคนเดียว ให้ปิดคำแปลไทยแล้วอ่านอังกฤษ จากนั้นอธิบายด้วยคำของตนเอง

11. เฉลยพร้อมทางเลือก

พร้อมแล้ว เปิดอ่านเฉลยและเหตุผล

ก1: “Could you speak a little more slowly, please?” ขอช้าลงตรงกับปัญหา

ก2: “What does ‘entrance’ mean?” ถ้าคำอธิบายยังยาก ขอให้ใช้คำง่ายขึ้นได้

ก3: “How do you spell that?” หรือ “Could you write that down, please?” ทั้งสองทางช่วยให้เห็นคำ

ก4: ทวนจำนวนหรือให้เลือกสองจำนวน เช่น “Thirty chairs, right?” หรือ “Did you say thirteen or thirty?”

ข: 1. say 2. mean 3. spell 4. right

คำตอบไม่จำเป็นต้องเหมือนเล่มทุกคำ หากอีกฝ่ายเข้าใจว่าคุณต้องการความช่วยเหลืออะไร และคุณตรวจข้อมูลสำคัญได้ ก็ถือว่าฝึกได้ตามเป้าหมาย

อ่านฟรี

12. การ์ดประโยคพกติดตัว — เปิดอ่านฟรี

ต้องการอะไรประโยคใช้ได้
บอกว่าฟังไม่ทันSorry, I didn't catch that.
ขอให้พูดซ้ำCould you say that again, please?
ขอให้ช้าลงCould you speak a little more slowly, please?
ขอทีละขั้นCould you give me one step at a time?
ถามความหมายWhat does “___” mean?
ขอตัวอย่างCould you give me an example?
ขอให้เขียนCould you write that down, please?
ถามตัวสะกดHow do you spell that?
ตรวจสองทางเลือกDid you say ___ or ___?
ทวนความเข้าใจSo, ___. Is that right?

สิ่งที่ลองทำในวันถัดไป

เลือกเพียงสามประโยค อ่านออกเสียง แล้วซ้อมกับสถานการณ์ที่คุณพบจริง คุณไม่ต้องจำทุกบรรทัดก่อนเริ่มใช้ ความมั่นใจในเล่มนี้หมายถึงกล้าขอความชัดเจน แม้ยังมีสิ่งที่ไม่เข้าใจ