ชวนลูกรักการอ่าน วันละสิบนาที
ชวนลูกรักการอ่าน วันละสิบนาที
คู่มือสำหรับบ้านที่ไม่มีชั้นหนังสือ
เมื่ออ่านจบ คุณจะมีวิธีอ่านกับลูกวันละสิบนาทีที่ทำได้จริงในบ้านทุกแบบ ไม่ว่าจะมีหนังสือสามเล่มหรือไม่มีเลย ไม่ว่าผู้ใหญ่จะอ่านคล่องหรือไม่ และไม่ว่าคนที่อยู่กับเด็กทุกวันจะเป็นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย
สารบัญ
- บทนำ: ชั้นหนังสือไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการที่สุดอ่านฟรี
- บทที่ 1 · บ้านที่มีหนังสือน้อย ไม่ได้แปลว่าลูกต้องอ่านน้อยอ่านฟรี
- บทที่ 2 · สิบนาทีที่ทุกบ้านทำได้อ่านฟรี
- บทที่ 3 · หาหนังสือโดยไม่ต้องมีเงิน
- บทที่ 4 · อ่านให้เหมาะกับวัย
- บทที่ 5 · เมื่อพ่อแม่อ่านไม่คล่อง ทำงานไกล หรือปู่ย่าเลี้ยง
- บทที่ 6 · จอกับหนังสือ
- บทที่ 7 · เมื่อลูกไม่ชอบอ่าน
- บทที่ 8 · จากอ่าน สู่คิด สู่เขียน
- บทที่ 9 · มุมอ่านของชุมชน
- ภาคผนวก · การ์ดชวนคุย ตาราง 30 วัน และแหล่งหนังสือฟรี
บทนำ: ชั้นหนังสือไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการที่สุด
แม่คนหนึ่งเคยบอกว่า เธอรู้สึกผิดทุกครั้งที่เดินผ่านร้านหนังสือในห้าง เพราะหนังสือเด็กปกแข็งเล่มละสามสี่ร้อยบาทเท่ากับค่ากับข้าวสองสามวัน เธอเลยไม่ซื้อ แล้วก็คิดต่อไปเองว่าลูกคงไม่มีวันรักการอ่านเหมือนลูกคนอื่นที่บ้านมีชั้นหนังสือเต็มผนัง
ความรู้สึกแบบนี้มีเหตุผลอยู่ครึ่งหนึ่ง งานวิจัยใหญ่ที่เก็บข้อมูลจากหลายสิบประเทศพบจริงว่าเด็กที่โตมาในบ้านที่มีหนังสือมากมักเรียนได้ไกลกว่า แต่อีกครึ่งหนึ่งที่มักไม่มีใครเล่าคือ หนังสือบนชั้นไม่ได้ทำงานด้วยตัวมันเอง สิ่งที่ทำงานคือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบหนังสือ ผู้ใหญ่หยิบมันขึ้นมา อ่านออกเสียง หยุดถาม รอให้เด็กตอบ หัวเราะด้วยกัน แล้ววันรุ่งขึ้นก็ทำอีก บ้านที่มีหนังสือสามเล่มแต่ทำแบบนี้ทุกคืน ให้สิ่งที่บ้านที่มีหนังสือสามร้อยเล่มแต่ไม่มีใครเปิดให้ไม่ได้
เล่มนี้จึงไม่ได้ชวนให้ใครไปซื้อหนังสือ มันชวนให้เปลี่ยนสิบนาทีที่มีอยู่แล้วให้เป็นสิบนาทีที่มีความหมายกว่าเดิม และมันเขียนขึ้นสำหรับบ้านจริง บ้านที่แม่เลิกงานสองทุ่ม บ้านที่ยายเลี้ยงหลานเพราะพ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด บ้านที่พ่ออ่านหนังสือไม่คล่องและอายที่จะบอกใคร
บทที่ 1
บ้านที่มีหนังสือน้อย ไม่ได้แปลว่าลูกต้องอ่านน้อย
ลองนึกถึงเด็กสองคน คนแรกได้ฟังผู้ใหญ่พูดทั้งวัน ทีวีเปิดตลอด ผู้ใหญ่คุยกันเรื่องงาน สั่งให้อาบน้ำ สั่งให้กินข้าว คนที่สองได้ยินคำพูดน้อยกว่า แต่ทุกครั้งที่ได้ยิน มันเป็นการคุยโต้ตอบ เขาพูด ผู้ใหญ่ฟัง ผู้ใหญ่ถามกลับ เขาตอบอีก ถ้าถามว่าเด็กคนไหนจะพัฒนาภาษาได้ดีกว่า หลายคนจะตอบคนแรกเพราะได้ยินมากกว่า แต่งานวิจัยด้านสมองและภาษาในช่วงหลังชี้ไปทางคนที่สอง สิ่งที่สัมพันธ์กับการทำงานของสมองส่วนภาษามากที่สุดไม่ใช่จำนวนคำที่เด็กได้ยิน แต่คือจำนวนครั้งที่ได้ผลัดกันพูด
ข้อค้นพบนี้สำคัญกับบ้านที่ไม่รวยมาก เพราะมันย้ายคำถามจากเรื่องที่ต้องใช้เงิน มาเป็นเรื่องที่ทุกบ้านทำได้ การผลัดกันพูดไม่ต้องซื้อ หนังสือจึงเป็นเพียงข้ออ้างที่ดีให้ผู้ใหญ่กับเด็กมานั่งใกล้กันและคุยเรื่องเดียวกัน หนังสือนิทานเล่มเดียวที่อ่านซ้ำยี่สิบครั้ง โดยแต่ละครั้งคุยไม่เหมือนกัน ให้ประโยชน์มากกว่าหนังสือยี่สิบเล่มที่อ่านรวดเดียวจบโดยเด็กนั่งฟังเงียบ ๆ
เรื่องที่สองที่พ่อแม่ควรรู้คือ การอ่านออกกับการรักการอ่านเป็นคนละเรื่องกัน โรงเรียนรับผิดชอบเรื่องแรกได้ส่วนหนึ่ง แต่เรื่องที่สองเกิดที่บ้านเกือบทั้งหมด เด็กที่อ่านออกแต่ไม่อยากอ่านจะหยุดอ่านทันทีที่ไม่มีใครบังคับ และประเทศไทยมีเด็กแบบนี้จำนวนมาก ผลการประเมินระดับนานาชาติหลายรอบชี้ตรงกันว่าเด็กไทยวัยสิบห้าปีจำนวนมากอ่านแล้วจับใจความไม่ได้ในระดับที่ชีวิตจริงต้องใช้ ปัญหานี้ไม่ได้เริ่มตอนอายุสิบห้า มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่การอ่านกลายเป็นงานที่ต้องทำ แทนที่จะเป็นช่วงเวลาที่อยากได้
เรื่องที่สามคือความรู้สึกที่ผูกกับการอ่าน เด็กเล็กจำความรู้สึกได้ก่อนจำเนื้อเรื่อง ถ้าการอ่านมาพร้อมตักแม่ เสียงหัวเราะ และความสนใจเต็มร้อยจากผู้ใหญ่ที่ปกติยุ่งตลอดเวลา เด็กจะผูกหนังสือไว้กับความอบอุ่น และจะกลับมาหามันเองโดยไม่ต้องมีใครสั่ง ในทางกลับกัน ถ้าการอ่านมาพร้อมเสียงดุว่าทำไมอ่านผิด ทำไมจำไม่ได้ เด็กก็จะเรียนรู้ที่จะหลบมัน
สรุปบทนี้ในประโยคเดียว คือ สิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่หนังสือที่มากขึ้น แต่คือผู้ใหญ่ที่นั่งลงข้าง ๆ แล้วคุยกับเขาผ่านหนังสือ บทต่อไปจะบอกว่าคุยอย่างไร
บทที่ 2
สิบนาทีที่ทุกบ้านทำได้
วิธีที่เล่มนี้ใช้ดัดแปลงมาจากแนวทางที่นักจิตวิทยาเด็กพัฒนาและทดสอบมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 เรียกกันว่าการอ่านแบบสนทนา หลักการง่ายมาก ผู้ใหญ่ไม่ได้เป็นคนอ่านให้ฟังฝ่ายเดียว แต่ค่อย ๆ ส่งบทบาทผู้เล่าเรื่องให้เด็ก ผู้ใหญ่ทำหน้าที่เหมือนผู้ฟังที่ดีและคนถามที่ช่างสงสัย งานวิจัยในหลายประเทศพบว่าเด็กที่อ่านแบบนี้กับผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอมีคลังคำและความสามารถในการเล่าเรื่องดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หัวใจของวิธีนี้คือวงจรสี่จังหวะ ซึ่งเล่มนี้เรียกด้วยคำไทยที่จำง่าย คือ ถาม รอ ชม ต่อ
| จังหวะ | ทำอะไร | ตัวอย่างจากนิทานเรื่องหมาหลงทาง |
|---|---|---|
| ถาม | ชี้ภาพหรือหยุดกลางเรื่อง แล้วถามสั้น ๆ | “หมาตัวนี้ทำหน้ายังไง” |
| รอ | นับในใจหนึ่งถึงห้า ไม่ตอบแทน ไม่เร่ง | (เงียบ รอให้ลูกคิด) |
| ชม | รับคำตอบด้วยความจริงใจ ถ้าผิดก็แก้แบบนุ่ม ๆ | “ใช่ หน้าเศร้า ดูหูมันตกด้วย” |
| ต่อ | เติมคำใหม่หรือความคิดอีกนิด แล้วชวนให้ลูกพูดตาม | “หมาเศร้าเพราะคิดถึงบ้าน ลองพูดสิ คิดถึงบ้าน” |
จังหวะที่ยากที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ไม่ใช่การถาม แต่คือการรอ ผู้ใหญ่ที่เหนื่อยมักตอบแทนเด็กภายในสองวินาที เพราะอยากให้เรื่องจบเร็ว แต่ห้าวินาทีที่เงียบนั้นคือช่วงที่สมองเด็กกำลังทำงานหนักที่สุด ถ้าเรารอไม่ไหว เด็กจะเรียนรู้ว่าไม่ต้องคิดก็ได้ เดี๋ยวผู้ใหญ่ก็ตอบเอง
คำถามก็มีหลายแบบ และควรสลับกันใช้ เพื่อไม่ให้การอ่านกลายเป็นการสอบ
| ชนิดคำถาม | ใช้เมื่อ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| เติมคำ | เรื่องที่อ่านซ้ำจนลูกจำได้ หรือมีคำคล้องจอง | “แล้วหมาก็วิ่ง…” (ให้ลูกต่อ) |
| ทวนเรื่อง | อ่านจบแล้ว หรืออ่านซ้ำวันรุ่งขึ้น | “เมื่อกี้หมาไปเจอใครก่อน” |
| ปลายเปิด | หน้าที่ภาพมีรายละเอียดมาก | “หน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เล่าให้แม่ฟังหน่อย” |
| ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม | อยากสอนคำศัพท์หรือเหตุผล | “ทำไมหมาถึงไม่กล้าข้ามถนน” |
| โยงชีวิตจริง | อยากให้เรื่องในหนังสือมีความหมาย | “หนูเคยหลงทางไหม ตอนนั้นรู้สึกยังไง” |
คำถามแบบสุดท้ายมีค่ามากที่สุดและถูกใช้น้อยที่สุด มันทำให้หนังสือกลายเป็นประตูไปสู่ชีวิตของเด็กเอง และหลายครั้งทำให้ผู้ใหญ่ได้รู้เรื่องที่ลูกไม่เคยเล่า
สิบนาทีในหนึ่งคืน หน้าตาเป็นอย่างไร
แม่ชื่อพิมทำงานโรงงานกะเช้า กลับถึงบ้านหนึ่งทุ่มครึ่ง ลูกชายชื่อต้นข้าวอายุห้าขวบ บ้านมีหนังสือนิทานสามเล่มที่ได้มาจากงานวันเด็ก พิมเลือกช่วงหลังอาบน้ำก่อนนอน เพราะเป็นช่วงเดียวที่ไม่มีงานบ้านแทรก นาทีแรกเธอให้ต้นข้าวเลือกเล่มเอง แม้จะเลือกเล่มเดิมเป็นคืนที่ห้า นาทีที่สองถึงหก เธออ่านไปพร้อมกับถามและรอ เฉลี่ยหน้าละหนึ่งคำถาม ไม่มากกว่านั้น นาทีที่เจ็ดถึงเก้า เธอให้ต้นข้าวเล่าเรื่องกลับให้เธอฟังโดยเปิดดูภาพ และนาทีสุดท้าย เธอถามคำถามโยงชีวิตหนึ่งข้อ แล้วปิดไฟ
ไม่มีอุปกรณ์อะไรเพิ่มเลย สิ่งที่เปลี่ยนคือคืนที่เคยเป็นการอ่านให้ฟังห้านาทีแล้วจบ กลายเป็นการคุยกันสิบนาทีโดยมีหนังสือเป็นตัวกลาง สามสัปดาห์ต่อมา ต้นข้าวเริ่มแกล้งอ่านหนังสือให้น้องหมาที่บ้านฟัง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดว่าเขาเริ่มเห็นตัวเองเป็นคนอ่านแล้ว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อแรกคือถามมากเกินไปจนเรื่องไม่เดิน ถ้าลูกเริ่มหงุดหงิดหรือพลิกหน้าไปเอง ให้ลดคำถามลงและอ่านให้เรื่องไหลบ้าง ข้อที่สองคือเปลี่ยนการอ่านเป็นการสอนสะกดคำ สำหรับเด็กเล็ก ความสนุกต้องมาก่อน การสะกดค่อยมาทีหลังเมื่อเขาอยากรู้เอง ข้อที่สามคือเลิกเพราะคืนแรกไม่ได้ผล เด็กที่ไม่เคยถูกถามระหว่างอ่านอาจเงียบหรือตอบสั้น ๆ ในช่วงแรก นี่เป็นเรื่องปกติ ให้เวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์
ลองทำคืนนี้
เลือกหนังสือเล่มไหนก็ได้ในบ้าน ถ้าไม่มีเลย ใช้ฉลากขนม ปฏิทิน หรือใบปลิวโฆษณาแทนได้ บทที่ 3 จะอธิบายวิธีนี้อย่างละเอียด ตั้งเป้าแค่สามอย่าง คือถามอย่างน้อยหนึ่งคำถามแบบโยงชีวิตจริง รอให้ครบห้าวินาทีทุกครั้งที่ถาม และให้ลูกเป็นคนปิดหนังสือเมื่อพร้อม แล้วสังเกตว่าลูกพูดมากขึ้นแค่ไหนเมื่อเทียบกับคืนก่อน ๆ
ส่วนนี้สำหรับผู้อ่านที่มีหนังสือเล่มนี้แล้ว
จ่ายครั้งเดียว อยู่ในชั้นหนังสือของคุณตลอดไป กลับมาอ่านได้ทุกเมื่อ ทุกอุปกรณ์
฿39.00 หรือ 39 เครดิต
บัญชีช่วยเก็บทุกเล่มที่คุณปลดล็อกไว้ในชั้นหนังสือเดียว