บท 01 · สองปีหลังยุบก้าวไกล: ใครชนะอะไร · ฉบับเต็ม

บทที่ 1 · สองปีหลังยุบก้าวไกล: ใครชนะอะไร

ฉบับเต็ม · ตำแหน่งอ้างอิง ต-007 ถึง ต-016

ตำแหน่งอ้างอิง ต-007

ภาคที่ 1 · คันฉ่องของระบอบ

บทที่ 1

สองปีหลังยุบก้าวไกล: ใครชนะอะไร

Two Years After the Dissolution: Who Won What?

พรรคหนึ่งได้คะแนนสนับสนุนมากแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล อีกพรรคถูกยุบแต่ข้อเรียกร้องของมันไม่หายไป ขณะเดียวกัน ผลเลือกตั้งกับผลประชามติในวันเดียวกันอาจสะท้อนความต้องการต่างด้านของสังคม ถ้าผลลัพธ์เหล่านี้เกิดร่วมกัน คำว่า “ใครชนะ” ยังมีความหมายเดียวอยู่หรือไม่

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน โดยใช้บัตรแยกกัน: บัตรเลือกตั้ง สส. สองประเภท และบัตรประชามติอีกหนึ่งใบ ผลรวมที่ต้นฉบับใช้วิเคราะห์แสดงว่าภูมิใจไทยมีจำนวนที่นั่งรวมมากที่สุด ขณะที่เสียงเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีมากกว่าเสียงไม่เห็นชอบ เหตุการณ์นี้เปิดคำถามว่า ชัยชนะด้านตำแหน่ง ด้านนโยบาย และด้านความคิดสัมพันธ์กันอย่างไร การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นภายหลัง มิได้เสร็จสิ้นในคืนเลือกตั้ง [บ1]

ผลลงคะแนนในวันเดียวกันจึงอาจถูกอ่านว่า “พูดหลายภาษา” ในระดับสังคม ภาษาหนึ่งเป็นเรื่องการเลือกผู้แทน อีกภาษาหนึ่งเป็นเรื่องกติกาสูงสุด แต่ผลคะแนนรวมยังไม่บอกว่าผู้ลงคะแนนคนเดียวกันเลือกอะไรในบัตรแต่ละใบ หรือมีเหตุผลใด คำว่า “หลายภาษา” ในที่นี้เป็นอุปมาของผลลัพธ์หลายมิติ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ความคิดภายในของคนแต่ละคน คำถามจึงต้องละเอียดกว่าการเลือกว่าฝ่ายใดชนะเพียงฝ่ายเดียว [บ2]

บันทึก บ1 · ข้อมูลเหตุการณ์และฐานเวลา

การเลือกตั้งกับประชามติใช้บัตรแยกกัน ผลรวมสามตัวเลือกประชามติที่อ้างในเชิงอรรถคือ 21,621,638 + 11,241,653 + 3,074,330 เสียง ร้อยละ 60.16 เป็นค่าที่คำนวณจากผลรวมนี้ ไม่ใช่ร้อยละของผู้มีสิทธิทั้งหมด ภาพที่นั่ง 192/120/74 ใช้เป็นภาพสรุปช่วงต้นสภาชุดที่ 27 ไม่อ้างว่าเป็นจำนวนสมาชิกที่คงที่ตลอดไป การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเกิดภายหลังวันเลือกตั้ง ช่วงสิงหาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ประมาณหนึ่งปีครึ่ง ส่วนชื่อบท “สองปีหลัง” เป็นการมองย้อนจากช่วงจัดพิมพ์ปลายปี 2569

บันทึก บ2 · จากคะแนนรวมถึงคำอธิบายเชิงเหตุ

ผลรวมไม่แสดงว่าผู้ลงคะแนนคนเดียวกันเลือกอะไรในบัตรต่างประเภท และไม่ระบุแรงจูงใจของแต่ละคน ข้อเสนอเรื่องชาตินิยม ความไว้วางใจ หรือความทนทานของฐานเสียงต้องมีข้อมูลและวิธีวิจัยรองรับ การยุบสองครั้งภายใต้พรรคสืบเนื่องสามชื่อยังไม่พอพิสูจน์ว่าแต่ละรอบทำให้เครือข่ายฟื้นตัวเร็วขึ้นหรือสูญเสียน้อยลงเสมอ

ตำแหน่งอ้างอิง ต-008

นี่คือจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่เพราะการเมืองไทยพิเศษกว่าที่อื่น แต่เพราะช่วงเวลานี้ของการเมืองไทยเปิดโปงความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในการเมืองทุกที่ นั่นคือ คำว่า "ชัยชนะ"ที่เราใช้กันจนชิน แท้จริงเป็นคำที่รวมเอาสิ่งต่างชนิดกันไว้ในถุงเดียว และเมื่อสิ่งเหล่านั้นแยกทางกันเดิน ดังที่มันแยกทางกันในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราก็จะพบว่าเราไม่เคยรู้จริงว่าเรากำลังนับอะไรอยู่

§1

สองปีที่ย้อนอ่านได้ใหม่

ต้องย้อนกลับไปช่วงก่อนหน้านั้นจึงจะเห็นรูปทรงของเรื่อง เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2024 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2023 แต่ถูกกันไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล พร้อมกับตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค2 ในสายตาของการเมืองแบบข่าวรายวัน นี่คือจุดจบ พรรคที่มาแรงที่สุดถูกลบออกจากแผนที่ในเวลาไม่กี่นาที

แต่มันไม่ใช่จุดจบ ภายในไม่กี่วันหลังคำสั่งยุบ อดีตสมาชิกก็รวมตัวกันรวมตัวภายใต้พรรคประชาชนเพื่อรับช่วงต่อ ผู้สนับสนุนกลุ่มเดิมยังอยู่ เครือข่ายยังอยู่ ข้อเรียกร้องยังอยู่ สิ่งที่ถูกทำลายคือองค์กรในทางกฎหมาย ไม่ใช่ฐานทางสังคมที่ผลิตองค์กรนั้นขึ้นมา และนี่เป็นบทเรียนแรกที่คืนวันเลือกตั้ง 2026 มาตอกย้ำ ในการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาชนได้ที่นั่งเป็นอันดับสองด้วยจำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบที่นั่ง เป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด และก่อนวันเลือกตั้งไม่นานยังเป็นพรรคที่นำในผลสำรวจด้วยซ้ำ3 พรรคที่ถูกยุบก่อนหน้านั้น ไม่เพียงไม่ตาย แต่กลับมาในรูปที่ยังทรงพลัง

ที่จริงเรื่องราวของการกลับมานี้ยาวกว่าสองปี มันเป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำมาแล้วสองช่วงการยุบและการรวมตัวภายใต้พรรคสืบเนื่องสามชื่อ พรรคอนาคตใหม่ที่ก่อตัวขึ้นและได้ที่นั่งจำนวนมากในการเลือกตั้งปี 2562 ถูกยุบในต้นปี 2563 พร้อมการตัดสิทธิแกนนำ แต่ฐานผู้สนับสนุนและเครือข่ายไม่ได้สลายไปกับพรรค มันประกอบตัวใหม่เป็นพรรคก้าวไกล ซึ่งไปได้ไกลกว่าเดิมด้วยการได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2566 แล้วเมื่อก้าวไกลถูกยุบในเดือนสิงหาคม 2567 รูปแบบเดิมก็เกิดขึ้นอีก ฐานประกอบตัวใหม่เป็นพรรคประชาชนภายในไม่กี่วัน การมองแต่ละครั้งแยกกันในฐานะเหตุการณ์เดี่ยว ทำให้พลาดรูปแบบที่สำคัญที่สุด นั่นคือแต่ละรอบของการยุบและการเกิดใหม่ ระยะเวลาที่ฐานใช้ใน

ตำแหน่งอ้างอิง ต-009

การประกอบองค์กรทดแทนสั้นลง และการสูญเสียฐานก็น้อยลง ราวกับว่าฐานได้เรียนรู้ที่จะประกอบตัวใหม่เร็วขึ้นในแต่ละครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนการทำลายซ้ำ ๆ จึงอาจเป็นการฝึกซ้อมที่ทำให้ขบวนการเก่งขึ้นในการอยู่รอด ซึ่งเป็นปริศนาที่บทต่อ ๆ ไปจะคลี่ออก

รูปแบบนี้เองที่ทำให้ปริศนาของบทนี้ลึกกว่าเรื่องของการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง เพราะมันชี้ว่าสิ่งที่ถูกยุบในแต่ละครั้งคือองค์กรในทางกฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ผลิตองค์กรนั้นขึ้นมา และถ้าเป็นเช่นนั้น การถามว่า "การยุบพรรคทำให้ฝ่ายปฏิรูปแพ้หรือไม่" ก็เป็นคำถามที่ตั้งผิด เพราะมันสมมติว่าพรรคกับฐานเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่รูปแบบการยุบสองครั้งและการรวมตัวภายใต้พรรคสืบเนื่องนี้แสดงว่ามันเป็นคนละสิ่ง การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน – องค์กรที่ยุบได้ กับฐานที่ผลิตองค์กร – คือกุญแจแรกที่หนังสือเล่มนี้มอบให้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามเรื่องใครชนะจึงต้องถามให้ละเอียดกว่าการนับว่าพรรคใดยังอยู่หรือถูกยุบ เพราะพรรคที่ถูกยุบอาจมีฐานที่แข็งแรงกว่าพรรคที่ยังอยู่ และความแข็งแรงของฐานนั้นคือสิ่งที่ผลการเลือกตั้งครั้งเดียวไม่อาจบอกได้

ทว่าการกลับมาที่ทรงพลังนั้นก็ยังไม่พาไปสู่อำนาจอยู่ดี ภาพสรุปการเลือกตั้งที่ใช้ในเล่มนับภูมิใจไทย 192 ที่นั่ง ประชาชน 120 ที่นั่ง และเพื่อไทย 74 ที่นั่ง ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรลงมติเมื่อ 19 มีนาคม 2569 และมีประกาศแต่งตั้งอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี การนับที่นั่ง ณ ช่วงหนึ่ง การรวบรวมพรรคร่วม และคะแนนลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นคนละชุดข้อมูล จึงไม่ควรรวมเป็นตัวเลขเดียว ส่วนข้ออธิบายว่ากระแสชาตินิยมมีน้ำหนักต่อผลเลือกตั้งเพียงใด ต้องทดสอบด้วยหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ใช่อ่านได้ตรงจากจำนวนที่นั่ง [บ1-บ2]

และต้องกล่าวให้ตรงว่า ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์ในคืนนั้นไม่ใช่เพียงผลของการกันคู่แข่งหรือกลไกที่ไม่เป็นธรรม มันมีฐานความนิยมจริงรองรับอยู่ด้วย กระแสชาตินิยมที่ก่อตัวจากความตึงเครียดตามแนวชายแดนให้ความชอบธรรมทางอารมณ์แก่ข้อเสนอเรื่องความมั่นคงและความเป็นปึกแผ่น ในห้วงเวลาที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าประเทศถูกคุกคามจากภายนอก ข้อเสนอที่เน้นเสถียรภาพย่อมมีน้ำหนักกว่าข้อเสนอที่เน้นการรื้อโครงสร้าง การอ่านผลเลือกตั้งนี้เป็นเพียงเรื่องของอำนาจเก่าปิดกั้นอำนาจใหม่ จึงเป็นการอ่านที่ง่ายเกินไปและไม่เป็นธรรมต่อข้อเท็จจริง ประชาชนส่วนหนึ่งเลือกฝ่ายอนุรักษ์เพราะต้องการเลือก ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ และ

ตำแหน่งอ้างอิง ต-010

การยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้ทำให้ปริศนาของบทนี้จางลง กลับทำให้มันคมขึ้น เพราะแสดงว่าความต้องการเรื่องเสถียรภาพกับความต้องการเปลี่ยนกติกาอาจปรากฏร่วมกันในสังคมได้ อย่างไรก็ดี การจะบอกว่าสองความต้องการนี้อยู่ในใจผู้ลงคะแนนคนเดียวกัน ต้องมีข้อมูลระดับบุคคลหรือการวิจัยที่ออกแบบมารองรับ มิใช่สรุปจากคะแนนรวมเพียงอย่างเดียว

ถ้าเราถามคำถามที่ตั้งเป็นชื่อบทนี้ – สองปีหลังยุบก้าวไกล ใครชนะอะไร – เราจะพบว่าไม่มีคำตอบเดียวที่ครอบคลุมความจริงทั้งหมดได้ ฝ่ายปฏิรูปชนะบางอย่างและแพ้บางอย่างในเวลาเดียวกัน ฝ่ายอนุรักษ์ก็เช่นกัน และคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดคือ ในบรรดาชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่กระจัดกระจายนี้ ประเทศไทยอยู่ตรงไหน ประเทศชนะอะไร หรือแพ้อะไร

§2

ชัยชนะไม่ใช่ของหนึ่งชิ้น

ทางออกจากความสับสนนี้ไม่ใช่การเลือกข้างให้เด็ดขาดขึ้น แต่คือการยอมรับว่าสิ่งที่เราเรียกว่าชัยชนะนั้นแท้จริงมีอย่างน้อยห้าชนิด และห้าชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกัน การแยกมันออกจากกันคือเครื่องมือแรกที่หนังสือเล่มนี้มอบให้ และเป็นเครื่องมือที่จะติดตัวเราไปตลอดทั้งเล่ม

1

ชัยชนะเชิงเลือกตั้ง · Electoral Victory

การได้คะแนนและที่นั่ง – ชนะใจผู้ลงคะแนนในวันเลือกตั้ง

2

ชัยชนะเชิงสถาบัน · Institutional Victory

การได้เข้าสู่และใช้อำนาจรัฐจริง – จัดตั้งรัฐบาล คุมกลไก แปลงเสียงเป็นนโยบาย

3

ชัยชนะเชิงความคิด · Ideological Victory

การเปลี่ยนสิ่งที่สังคมคิดได้และพูดได้ – ชนะการโต้แย้งแม้จะแพ้ตำแหน่ง

4

การแปรเปลี่ยนความเป็นพลเมือง · Civic Transformation

การเปลี่ยนคุณลักษณะของประชาชนเอง – สร้างพลเมืองที่ตื่นตัว มีความสามารถ ปกครองตนเองได้

5

ความสำเร็จของประเทศ · National Success

การที่ทั้งสังคมได้ประโยชน์ – ประมวลความขัดแย้งได้ดีขึ้น ด้วยต้นทุนสะสมที่ยั่งยืน

ชัยชนะระดับที่หนึ่ง คือ ชัยชนะเชิงเลือกตั้ง เป็นชนิดที่นับง่ายที่สุด วัดด้วยคะแนนและที่นั่ง ในกรอบนี้ พรรคประชาชนชนะในความหมายที่จริงจัง หนึ่งร้อยยี่สิบที่นั่งและสถานะพรรคฝ่าย

ตำแหน่งอ้างอิง ต-011

ค้านที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่ความพ่ายแพ้ มันคือการยืนยันว่าฐานเสียงของขบวนการปฏิรูปยังกว้างและยังทนทานข้ามการยุบพรรค แต่ชัยชนะเชิงเลือกตั้งมีขีดจำกัดที่โหดร้าย มันบอกว่าใครได้เสียง แต่ไม่บอกว่าใครได้อำนาจ และในระบบที่การได้เสียงมากที่สุดไม่รับประกันการได้ปกครอง ระยะห่างระหว่างสองสิ่งนี้เองที่กลายเป็นเรื่องราวหลักของการเมืองไทย

เพราะชัยชนะระดับที่สอง คือ ชัยชนะเชิงสถาบัน ต่างหากที่ชี้ว่าใครได้เข้าสู่อำนาจจริง จัดตั้งรัฐบาล คุมกลไกรัฐ และแปลงความต้องการของตนให้กลายเป็นนโยบายที่บังคับใช้ได้ ในกรอบนี้ ผู้ชนะคือฝ่ายอนุรักษ์อย่างไม่คลุมเครือ ภูมิใจไทยกุมอำนาจบริหาร ฝ่ายปฏิรูปที่ชนะเชิงเลือกตั้งกลับถูกกันไว้นอกอำนาจเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่ปี ระยะห่างระหว่างระดับที่หนึ่งกับระดับที่สอง – ระหว่างการชนะเสียงกับการได้ปกครอง – คือบาดแผลเปิดของระบอบนี้ และเป็นบาดแผลที่บทต่อ ๆ ไปจะกลับมากรีดซ้ำในหลายมุม เพราะเมื่อใดที่ผู้ชนะเสียงกับผู้ได้อำนาจเป็นคนละฝ่ายกันอย่างเป็นระบบ ระบอบนั้นกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวมันเอง

ชัยชนะระดับที่สาม คือ ชัยชนะเชิงความคิด เป็นชนิดที่ลื่นไหลที่สุดแต่ก็ทรงพลังที่สุดในระยะยาว มันไม่ได้วัดที่ตำแหน่ง แต่วัดที่การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่สังคมคิดได้และพูดได้ ผู้ที่แพ้การเลือกตั้งอาจชนะการโต้แย้ง หากข้อเสนอที่เคยถูกมองว่าสุดโต่งกลายเป็นเรื่องปกติที่แม้แต่คู่แข่งก็ต้องพูดถึง และตรงนี้เองที่ประชามติ 2026 กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ เมื่อผู้ออกเสียงข้างมากสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ข้อเรียกร้องที่ครั้งหนึ่งเป็นของฝ่ายปฏิรูปโดยเฉพาะก็กลายเป็นฉันทามติกว้างของสังคม แม้ในคืนที่ฝ่ายปฏิรูปเองไม่ได้เข้าสู่อำนาจ นี่คือภาพที่แปลกประหลาดของการชนะความคิดขณะที่แพ้ตำแหน่ง และมันเตือนเราว่าชัยชนะเชิงความคิดเดินคนละจังหวะกับชัยชนะเชิงสถาบันได้อย่างสิ้นเชิง

กลไกของชัยชนะเชิงความคิดเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อใช้แนวคิดเรื่องกรอบของสิ่งที่พูดได้ในการเมืองนักวิเคราะห์การเมืองเรียกขอบเขตของข้อเสนอที่สังคมถือว่าอยู่ในกรอบปกติ พูดได้ อภิปรายได้ โดยไม่ถูกมองว่าสุดโต่ง ว่าหน้าต่างของสิ่งที่ยอมรับได้ และหน้าต่างนี้เลื่อนได้ตามเวลา ข้อเสนอที่เมื่อสิบปีก่อนถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้หรือกระทั่งต้องห้าม อาจกลายเป็นข้อถกเถียงปกติในวันนี้ และกลายเป็นฉันทามติในวันหน้า ชัยชนะเชิงความคิดคือการเลื่อนหน้าต่างนี้ให้ข้อเสนอของตนเข้ามาอยู่ในกรอบที่พูดได้ แม้ผู้เสนอจะยังไม่ได้อำนาจก็ตาม เมื่ออ่านผลปี 2569 ด้วยเลนส์นี้ การที่ข้อเรียกร้องเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นข้อเสนอที่ฝ่าย

ตำแหน่งอ้างอิง ต-012

อนุรักษ์ระแวงและผลักออกนอกกรอบ กลับได้รับเสียงข้างมากในประชามติ คือหลักฐานที่จับต้องได้ว่าหน้าต่างได้เลื่อนไปแล้ว และเลื่อนไปในทิศที่ฝ่ายปฏิรูปผลักดัน แม้ในคืนที่ฝ่ายปฏิรูปเองไม่ได้เข้าสู่อำนาจ

ความสำคัญของการเลื่อนหน้าต่างนี้อยู่ที่ว่ามันเป็นชัยชนะที่ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องยอมรับโดยปริยาย เพราะเมื่อข้อเสนอหนึ่งกลายเป็นฉันทามติกว้าง แม้ผู้ที่กุมอำนาจซึ่งเคยคัดค้านก็ต้องปรับท่าทีของตนต่อมัน จะเพิกเฉยทั้งหมดก็ยาก จะต่อต้านตรง ๆ ก็มีต้นทุน สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือการยอมรับข้อเสนอนั้นในหลักการแล้วต่อสู้กันที่รายละเอียดและจังหวะเวลาแทน ซึ่งตัวมันเองคือการยอมรับว่าสนามของการถกเถียงได้เลื่อนไปแล้ว นี่คือเหตุผลที่ชัยชนะเชิงความคิดแม้จะไม่ให้อำนาจในทันที กลับเป็นชัยชนะที่ทนทานเป็นพิเศษ เพราะมันไม่ได้ผูกกับการครองตำแหน่งซึ่งเปลี่ยนมือได้ทุกการเลือกตั้ง แต่ฝังอยู่ในกรอบความคิดของสังคมซึ่งเปลี่ยนยากและเปลี่ยนช้ากว่ามาก และนี่คือเบาะแสแรกของหนังสือเล่มนี้ว่าเหตุใดสิ่งที่ฝังในผู้คน – ไม่ว่าจะเป็นกรอบความคิดหรือความสามารถ – จึงเป็นฐานที่มั่นคงกว่าที่นั่งในสภา

ชัยชนะระดับที่สี่ คือ การแปรเปลี่ยนความเป็นพลเมือง เป็นชนิดที่ลึกที่สุดและมองเห็นยากที่สุด มันไม่ได้ถามว่าใครชนะ แต่ถามว่ากระบวนการทั้งหมดนี้เปลี่ยนตัวประชาชนไปอย่างไรคนที่ผ่านการตื่นตัวทางการเมือง ผ่านการรวมตัว ผ่านการเห็นพรรคของตนถูกยุบแล้วสร้างใหม่ ได้กลายเป็นพลเมืองแบบใด พวกเขามีความสามารถ ความไว้วางใจ และความเชื่อในพลังของตนเองมากขึ้นหรือน้อยลง คำถามนี้ตอบไม่ได้ด้วยผลเลือกตั้งครั้งเดียว และหนังสือทั้งเล่มจะค่อย ๆ สร้างเครื่องมือเพื่อตอบมัน แต่ในที่นี้ขอเพียงปักหมุดไว้ว่า นี่คือระดับที่ย้อนกลับยากที่สุด และด้วยเหตุนั้นจึงสำคัญที่สุด

และชัยชนะระดับที่ห้า คือ ความสำเร็จของประเทศ เป็นชนิดที่เรามักลืมนับ เพราะเรามัวแต่นับว่าผู้เล่นฝ่ายใดได้อะไร จนไม่ได้ถามว่าประเทศได้อะไร ระดับนี้ถามว่า เมื่อฝุ่นจางลง สังคมไทยประมวลความขัดแย้งของตนได้ดีขึ้นหรือไม่ ต้นทุนที่สะสมจากการจัดการความขัดแย้งด้วยการยุบพรรคและการกันฝ่ายชนะออกจากอำนาจนั้น ยั่งยืนหรือกำลังพอกขึ้น และนี่คือระดับที่ผู้เล่นทุกฝ่ายสามารถประกาศชัยชนะของตนได้ ในขณะที่ประเทศไม่ได้ชนะอะไรเลย

ตำแหน่งอ้างอิง ต-013

§3

เมื่อห้าระดับแยกทางกันเดิน

หัวใจของบทนี้ไม่ได้อยู่ที่การมีห้าระดับ แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่าห้าระดับนี้ เกิดไม่พร้อมกัน และบ่อยครั้งเดินสวนทางกัน คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์คือภาพตัดขวางที่สมบูรณ์แบบของการแยกทางนี้ ในคืนเดียว ฝ่ายปฏิรูปชนะระดับที่หนึ่งบางส่วนและระดับที่สามอย่างชัดเจน แต่แพ้ระดับที่สองอย่างราบคาบ ฝ่ายอนุรักษ์ชนะระดับที่สองเต็มตัว แต่ต้องยอมรับความพ่ายแพ้เชิงความคิดในประชามติที่ตนไม่ได้ต้องการ ส่วนระดับที่สี่และห้ายังเป็นคำถามเปิดที่ไม่มีฝ่ายใดอ้างชัยชนะได้อย่างสะดวกใจ

พรรคหนึ่งชนะเสียงแต่ไม่ได้อำนาจ อีกฝ่ายได้อำนาจแต่แพ้การโต้แย้ง และประเทศอาจไม่ได้ชนะสักระดับ – ถ้าชัยชนะห้าชนิดเดินสวนทางกันได้ถึงเพียงนี้ การถามว่า “ใครชนะ” โดยไม่ถามว่า “ชนะระดับไหน” ก็คือการถามคำถามที่ไร้ความหมาย

เมื่อเข้าใจการแยกทางนี้แล้ว คำถามที่ดูเรียบง่ายในคำประกาศของหนังสือก็เผยความคมของมันออกมา หากพรรคหนึ่งชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถเข้าสู่อำนาจได้ เราควรเรียกสิ่งนั้นว่าชัยชนะหรือไม่ หากพรรคหนึ่งถูกยุบแต่ข้อเรียกร้องซึ่งทำให้พรรคนั้นเกิดขึ้นยังดำรงอยู่ เราควรถือว่าความขัดแย้งถูกยุติแล้วหรือไม่ หากรัฐบาลมีเสถียรภาพแต่ประชาชนค่อย ๆ ถอนตัวจากการมีส่วนร่วม ความสงบนั้นมีคุณภาพแบบใด และหากฝ่ายปฏิรูปสร้างผู้สนับสนุนได้หลายล้านคน แต่คนเหล่านั้นยังรอให้พรรคหรือผู้นำเป็นผู้กระทำแทน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะยั่งยืนได้เพียงใด คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ลูกเล่นทางวาทศิลป์ แต่ละคำถามคือรอยแยกระหว่างชัยชนะสองระดับที่คนมักนับรวมเป็นก้อนเดียว

และต้องพูดให้เป็นธรรมด้วยว่า การแยกระดับนี้ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด มันตัดเข้าเนื้อของทุกฝ่ายเท่ากัน ฝ่ายปฏิรูปที่ปลอบใจตัวเองว่าชนะความคิดแล้ว ต้องเผชิญคำถามว่าชัยชนะเชิงความคิดที่ไม่แปลงเป็นอำนาจและไม่ฝังเป็นความสามารถของพลเมือง จะเหลืออะไรในอีกสิบปี ส่วนฝ่ายอนุรักษ์ที่ชนะเชิงสถาบันและอ้างว่ารักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ ต้องเผชิญคำถามว่าเสถียรภาพที่ต้องรักษาด้วยการกันเสียงข้างมากออกจากอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น เป็นความ

ตำแหน่งอ้างอิง ต-014

สำเร็จของประเทศจริงหรือเป็นเพียงการเลื่อนบิลออกไป ทั้งสองฝ่ายมีชัยชนะของตน และทั้งสองฝ่ายมีคำถามที่ตอบไม่ได้ของตน

การนับชัยชนะห้าระดับเป็นก้อนเดียวจึงไม่ใช่เพียงความหละหลวมทางการวิเคราะห์ แต่มีผลทางการเมืองจริง มันอนุญาตให้ทุกฝ่ายประกาศชัยชนะเบ็ดเสร็จของตนจากหลักฐานที่เลือกมาเฉพาะระดับที่ตนชนะ ฝ่ายหนึ่งชูประชามติ อีกฝ่ายชูจำนวนที่นั่ง ต่างฝ่ายต่างมีคืนแห่งชัยชนะของตนเอง และในเสียงเฉลิมฉลองที่ดังจากทั้งสองฝ่ายนั้นเอง คำถามระดับที่ห้า – ประเทศได้อะไร – ก็เงียบหายไป ไม่มีใครฉลองให้ประเทศ เพราะไม่มีใครนับมัน นี่คือราคาที่แท้จริงของการไม่แยกระดับ มันไม่ได้เพียงทำให้เราวิเคราะห์ผิด แต่ทำให้เราลืมถามคำถามที่สำคัญที่สุดไปเสียเฉย ๆ

§4

คำถามที่ใหญ่กว่าผู้เล่น

มาถึงตรงนี้ เราจึงมองเห็นคำถามที่แท้จริงของบทนี้ ซึ่งใหญ่กว่าการเมืองไทยและใหญ่กว่าผู้เล่นทุกฝ่ายในสนาม คำถามนั้นคือ ชัยชนะของผู้เล่นในระบอบ เท่ากับชัยชนะของประเทศหรือไม่

เรามักสมมติโดยไม่รู้ตัวว่ามันเท่ากัน ว่าถ้าฝ่ายที่เราเชียร์ชนะ ประเทศก็ชนะ และถ้าฝ่ายที่เรารังเกียจแพ้ ประเทศก็ได้ประโยชน์ แต่ห้าระดับที่เพิ่งกางออกมาบอกเราว่าสมมติฐานนี้ผิดประเทศชนะหรือแพ้ในระดับที่ห้า ซึ่งเป็นระดับของตัวมันเอง ไม่ใช่ระดับที่ผลรวมของชัยชนะผู้เล่นจะบวกขึ้นไปถึงโดยอัตโนมัติ เป็นไปได้อย่างสิ้นเชิงที่ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งจะประสบความสำเร็จทางการเมืองอย่างเต็มที่ในทุกระดับที่วัดตัวเขาเอง ในขณะที่ประเทศไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลยหรือกระทั่งถอยหลัง เพราะกระบวนการที่ผลิตชัยชนะให้เขานั้นทิ้งต้นทุนไว้กับส่วนรวมมากกว่าที่มันสร้างประโยชน์

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การวัดความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากที่นั่งในสภาเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ การวัดจากชัยชนะของพรรคหนึ่งก็ไม่พอ การวัดจากความพ่ายแพ้ของชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งก็ไม่พอ และแม้แต่การวัดจากรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งก็ไม่พอ เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นชัยชนะระดับที่หนึ่งถึงสามของผู้เล่นในระบอบ ไม่ใช่คำตอบของคำถามระดับที่ห้าว่า

ตำแหน่งอ้างอิง ต-015

ประเทศได้อะไร หนังสือเล่มนี้เสนอว่าคำตอบที่ลึกที่สุดต้องไปให้ไกลกว่านั้น มันต้องไปจบที่ระดับที่สี่และห้า – ที่คุณลักษณะ ความสามารถ และความสัมพันธ์ของประชาชนเอง

กล่าวอย่างถึงที่สุด ตัวแปรผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยมิใช่เพียงว่าใครขึ้นปกครอง หากคือกระบวนการทางการเมืองนั้นผลิตพลเมืองแบบใด และทิ้งความสามารถร่วมของประชาชนไว้มากเพียงใด นี่คือข้อเสนอที่หนังสือทั้งเล่มจะพยายามพิสูจน์ทดสอบ และหาเงื่อนไขที่จะทำให้มันผิด แต่ในบทเปิดนี้ ผมขอวางมันไว้เป็นเพียงคำถามที่ยังต้องพิสูจน์ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป เพราะการเดินทางจากคำถามไปสู่คำตอบนั้นเองคือเนื้อหาของหนังสือ

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราต้องแก้ปัญหาพื้นฐานอีกข้อหนึ่งเสียก่อน ตลอดบทนี้ผมพูดถึง"ระบอบ" ราวกับมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและกระทำการได้ – ระบอบกันฝ่ายหนึ่งออกจากอำนาจระบอบประมวลความขัดแย้ง ระบอบทิ้งต้นทุน แต่ระบอบคืออะไรกันแน่ มันคือรัฐบาลหรือ คือรัฐหรือ คือเครือข่ายของบุคคลที่นั่งประชุมลับกันหรือ และเราจะพูดถึงมันอย่างไรโดยไม่ตกลงไปในหลุมของทฤษฎีสมคบคิดที่เห็นมือเดียวอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องปลีกย่อยทางนิยาม เพราะถ้าเราตอบมันผิด การวิเคราะห์ทั้งเล่มก็จะผิดตาม บทที่ 2 จะเริ่มจากตรงนี้ -จากการเปลี่ยนสายตาจากเหตุการณ์รายวันไปสู่ระบอบ โดยไม่ยอมจ่ายราคาด้วยการมองเห็นแผนการลับที่ไหนก็ตามที่มีความล้มเหลว

เชิงอรรถ

1. การเลือกตั้ง สส. และประชามติจัดเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยใช้บัตรแยกกัน ผลประชามติที่ประกาศรายงานเห็นชอบ 21,621,638 ไม่เห็นชอบ 11,241,653 และไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,330 เสียง เมื่อคำนวณจากผลรวมของสามตัวเลือก เสียงเห็นชอบคิดเป็นประมาณร้อยละ 60.16 เล่มนี้จึงแก้ตัวเลขประมาณร้อยละ 57 ในร่างเดิม ดูประกาศ กกต. และบันทึก บ1 ซึ่งระบุฐานการคำนวณไว้ชัดเจน

2. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2024 พร้อมตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค พรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุด (151 ที่นั่ง) ในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2023 แต่ถูกกันไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล. ↩

ตำแหน่งอ้างอิง ต-016

3. อดีตสมาชิกก้าวไกลรวมตัวภายใต้พรรคประชาชนในเดือนสิงหาคม 2567 ภาพสรุปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ที่ใช้อ้างในเล่มแสดงประชาชน 120 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง การนำในผลสำรวจต้องระบุสำนัก ช่วงเวลา ตัวอย่าง และประเภทคำถาม จึงไม่ใช้ถ้อยคำว่าพรรคนำทุกผลสำรวจเป็นข้อเท็จจริงทั่วไป ดูบันทึก บ1-บ2

4. ภาพสรุปที่นั่งของรัฐสภาที่ใช้ในเล่มแสดงภูมิใจไทย 192 ที่นั่ง และเพื่อไทย 74 ที่นั่ง ส่วนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอ้างประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่รัฐบาลเผยแพร่เมื่อ 20 มีนาคม 2569 เล่มนี้งดรับรองตัวเลข “รัฐบาลผสม 292 เสียง” ซึ่งไม่ระบุว่าหมายถึงข้อตกลงพรรคร่วม ณ วันใดหรือคะแนนลงมติ การอธิบายผลจากชาตินิยมเป็นข้อเสนอเพื่อวิจัยต่อ ดูบันทึก บ1-บ2

บันทึกเชื่อมบท: บทที่ 2 จะสร้างเครื่องมือแนวคิดสำหรับอ่าน “ระบอบ” โดยแยก government / state / regime / institution / political order ออกจากกัน เสนอภาพ “นิเวศเชิงสัมพันธ์ของอำนาจ” ที่อธิบายว่าผลลัพธ์เชิงระบบเกิดได้โดยไม่ต้องมีผู้บงการกลาง แล้ววางปัญหาโครงสร้างกับตัวแสดง ซึ่งเป็นฐานของการวิเคราะห์ความรับผิดตลอดทั้งเล่ม