สำนักพิมพ์ประชาชน · ENG003
ฉลาดใช้เงินในโลกที่ชวนให้จ่าย
Money Sense — see the real price, build a buffer, and spend on purpose
ทุกวันมีคนจำนวนมากออกแบบวิธีทำให้เราจ่ายเงินง่ายขึ้น ชุดนี้คือเครื่องมือของฝั่งเรา เพื่อให้เงินทุกบาทไปในที่ที่เราเลือกเอง
- 5 บท · 25 เครื่องมือ
- เครื่องคิดเงิน 6 แบบ ใส่ตัวเลขของคุณเอง
- กรณีศึกษา 5 เรื่อง
- 25 ข้อฝึก + แบบทดสอบท้ายชุด 12 ข้อ
- ภารกิจจริง 5 ภารกิจ
- แผนการเงินหน้าเดียว + เกณฑ์ · แผน 14 วัน
เหมาะกับผู้เริ่มจัดการเงิน คนทำงานรุ่นใหม่ พ่อแม่ที่อยากสอนลูกเรื่องเงิน และทุกคนที่รู้สึกว่าเงินหมดก่อนสิ้นเดือน ใช้เพียงการบวก ลบ คูณ หาร
สิทธิเรียนออนไลน์ด้วยบัญชีที่ซื้อ กลับมาทบทวนได้ที่หน้านี้ · ไม่มีไฟล์ดาวน์โหลด · เนื้อหาเพื่อการเรียนรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล · ตัวอย่างเป็นสถานการณ์สมมติ
Why this mattersทำไมเรื่องเงินจึงเป็นเรื่องอิสรภาพ
เราอยู่ในยุคที่การจ่ายเงินง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ สแกนครั้งเดียว กดปุ่มเดียว หรือแม้แต่ไม่ต้องกดอะไรเลยเพราะหักอัตโนมัติ ความง่ายนี้มีประโยชน์ แต่ก็ทำให้เงินไหลออกโดยที่เราแทบไม่รู้สึก ขณะเดียวกัน แอปและร้านค้าจำนวนมากมีทีมงานที่ทำหน้าที่เดียว คือทำให้เราจ่ายเร็วขึ้นและบ่อยขึ้น
ชุดนี้ไม่ได้สอนวิธีรวยเร็ว และไม่ได้บอกให้เลิกมีความสุขกับเงินที่หามาเอง แต่ให้เครื่องมือ 25 ชิ้นใน 5 ขั้น ได้แก่ เห็นกระแสเงิน แยกความจำเป็น คิดยอดรวม ตั้งเงินสำรอง และสร้างระบบ พร้อมเครื่องคิดเงินที่ใส่ตัวเลขชีวิตจริงของคุณได้ทันที เพราะความรู้เรื่องเงินที่ไม่ได้ใช้กับตัวเลขของตัวเองจะลืมเร็วมาก
ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้หมายถึงการมีเงินมาก แต่หมายถึงการมีทางเลือก ทางเลือกที่จะปฏิเสธเงินกู้ดอกโหด ทางเลือกที่จะรอให้ได้งานที่ดีกว่า และทางเลือกที่จะดูแลคนที่เรารักได้ในวันที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ทักษะเหล่านี้คนรุ่นก่อนหลายคนต้องเรียนรู้ด้วยความเจ็บปวด ชุดนี้ตั้งใจให้คุณเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องเจ็บก่อน
How to useเรียนอย่างไรให้ได้ผลกับเงินจริง
อ่านทีละบทตามลำดับ เพราะแต่ละบทใช้ข้อมูลจากบทก่อน โดยเฉพาะบันทึกรายจ่ายเจ็ดวันในบทที่ 1 ซึ่งจะใช้ตลอดชุด ทุกเครื่องมือมีคำถามหลักในเครื่องหมายคำพูด ให้ท่องคำถามนั้นไว้ใช้ตอนยืนอยู่หน้าร้านหรือก่อนกดจ่าย และทุกครั้งที่เห็นเครื่องคิดเงิน ให้ลองใส่ตัวเลขของคุณเองแทนตัวอย่าง
ไม่มีใครต้องรู้ตัวเลขของคุณ เครื่องคิดในหน้านี้คำนวณในเครื่องของคุณเท่านั้น ไม่ส่งข้อมูลออกไปที่ใด และไม่บันทึกตัวเลขที่พิมพ์ ถ้าอยากเก็บไว้ ให้จดลงสมุดของคุณเอง
การ์ดพกพา: 5 คำถามก่อนจ่าย
สรุปทั้งชุดในห้าคำถาม ใช้ได้ฟรี คัดลอกไปติดไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือหน้าจอโทรศัพท์ได้เลย
- จำเป็น อยาก หรือระหว่างกลาง? ถ้าระหว่างกลาง ส่วนต่างราคาคือความอยาก
- เท่ากับทำงานกี่ชั่วโมง? แปลงราคาเป็นแรงงานของตัวเอง
- ยอดรวมเท่าไร? ทั้งสัญญา ทั้งปี และค่าใช้จ่ายที่ตามมา
- ถ้ารอพรุ่งนี้ ยังอยากได้ไหม? ให้ตัวเราที่ใจเย็นเป็นคนตัดสิน
- เงินสำรองยังครบไหมหลังจ่าย? อย่าแลกความปลอดภัยกับความสะดวก
ก่อนเริ่ม ลองตรวจตัวเอง
ทำเครื่องหมายสิ่งที่คุณทำได้แล้ว แล้วกลับมาดูอีกครั้งเมื่อจบชุด
บทที่ 1 / 5 · See your cash flow firstเห็นกระแสเงินสดก่อนตั้งเป้า เรียนฟรี
เมื่อจบบทนี้: บันทึกว่าเงินไปไหนจริง แยกรายจ่ายคงที่ ผันแปร และนาน ๆ ครั้ง เห็นเงินรั่วเล็ก ๆ รู้รายรับที่ใช้ได้จริง และตั้งเป้าที่คำนวณจากตัวเลขจริง
คนส่วนใหญ่เริ่มเรื่องเงินด้วยการตั้งเป้า เช่น “ปีนี้จะเก็บให้ได้ห้าหมื่น” แล้วล้มเลิกในเดือนที่สอง ปัญหาไม่ใช่ความตั้งใจไม่พอ แต่เป็นการตั้งเป้าโดยไม่รู้ว่าเงินไหลเข้าออกอย่างไร เหมือนวางแผนเดินทางโดยไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหนบนแผนที่
บทนี้จึงเริ่มจากการ มองเห็น ก่อนการ เปลี่ยนแปลง ไม่มีใครต้องรู้สึกผิดกับตัวเลขที่เห็น ตัวเลขไม่ได้ตัดสินว่าเราเป็นคนดีหรือไม่ดี มันเพียงบอกความจริงที่ทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น หลายคนพบว่าการจดเพียงเจ็ดวันเปลี่ยนวิธีใช้เงินได้มากกว่าการอ่านหนังสือการเงินทั้งเล่ม
เครื่องมือ 5 ชิ้นของบทนี้
จดก่อนตัดสิน
“เงินของฉันไปไหนจริง ๆ ในเจ็ดวันที่ผ่านมา?”
- ทำไมต้องถาม
- ความจำของเราเกี่ยวกับรายจ่ายมักต่ำกว่าความจริงมาก เพราะจำได้แต่รายการใหญ่ ส่วนรายการเล็กที่เกิดบ่อยกลับหายไปจากความจำ การจดคือการเอาความจริงมาวางบนโต๊ะ
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- มะลิคิดว่าใช้เงินกับอาหารวันละราว 150 บาท เมื่อจดจริงหนึ่งสัปดาห์ รวมเครื่องดื่ม ขนม และค่าส่งอาหาร พบว่าเฉลี่ยวันละ 238 บาท ต่างกันเดือนละราว 2,600 บาท
- ลองใช้ทันที
- เริ่มวันนี้ จดทุกรายจ่ายเจ็ดวัน ใช้สมุด แอปจดบันทึก หรือถ่ายรูปใบเสร็จก็ได้ วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับคุณคือวิธีที่ดีที่สุด
กับดักที่พบบ่อย: จดแล้วรีบตัดสินตัวเองว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย จนเลิกจด ช่วงแรกให้จดอย่างเดียว ยังไม่ต้องแก้อะไร
แยกรายจ่ายสามแบบ
“รายจ่ายไหนมาทุกเดือน ไหนเปลี่ยนไปมา และไหนมาปีละครั้ง?”
- ทำไมต้องถาม
- รายจ่ายคงที่ (ค่าเช่า ค่าผ่อน) วางแผนง่าย รายจ่ายผันแปร (อาหาร เดินทาง) ปรับได้มากที่สุด ส่วนรายจ่ายนาน ๆ ครั้ง (ภาษีรถ ค่าเทอม ประกัน) มักทำให้งบพัง เพราะลืมเตรียม
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- ค่าต่อภาษีและประกันรถรวมปีละ 12,000 บาท ถ้าไม่เตรียมจะรู้สึกเหมือนเหตุฉุกเฉิน แต่ถ้าหาร 12 จะเห็นว่าต้องกันไว้เพียงเดือนละ 1,000 บาท
- ลองใช้ทันที
- ลิสต์รายจ่ายนาน ๆ ครั้งของปีที่ผ่านมาทั้งหมด รวมยอด แล้วหาร 12 ตัวเลขนี้คือเงินที่ควรกันไว้ทุกเดือน
กับดักที่พบบ่อย: เรียกรายจ่ายที่มาทุกปีว่า “เหตุไม่คาดฝัน” ทั้งที่คาดได้ล่วงหน้าทั้งหมด
หาเงินรั่วเล็ก ๆ
“รายจ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดบ่อย รวมแล้วเดือนละเท่าไร?”
- ทำไมต้องถาม
- รายจ่ายเล็กไม่เจ็บตอนจ่าย จึงไม่มีใครสังเกต แต่เมื่อคูณด้วยจำนวนครั้งต่อเดือนและต่อปี มันอาจใหญ่กว่ารายจ่ายก้อนใหญ่ที่เรากังวล
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- กาแฟแก้วละ 45 บาท วันทำงาน 22 วัน เท่ากับเดือนละ 990 บาท หรือปีละ 11,880 บาท ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกดื่ม แต่ต้องรู้ว่ากำลังจ่ายเท่าไรแลกกับความสุขนั้น
- ลองใช้ทันที
- ใช้เครื่องคิดด้านล่างกับรายจ่ายเล็กที่คุณจ่ายบ่อยที่สุดสามอย่าง
กับดักที่พบบ่อย: ตัดความสุขเล็ก ๆ ทั้งหมดจนชีวิตแห้งแล้ง แล้วกลับไปใช้หนักกว่าเดิม เป้าหมายคือเลือกอย่างรู้ตัว ไม่ใช่ทรมานตัวเอง
รู้รายรับที่ใช้ได้จริง
“เงินที่เข้ามือจริงหลังหักทุกอย่างเท่าไร และเข้ามาเมื่อไร?”
- ทำไมต้องถาม
- แผนการเงินต้องสร้างบนเงินที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่ตัวเลขก่อนหัก และต้องรู้จังหวะที่เงินเข้า เพราะรายจ่ายบางอย่างมาก่อนเงินเดือน
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- สมชายมีรายได้ตามสัญญา 15,000 บาท แต่หักประกันสังคมและเงินกู้สหกรณ์แล้วเหลือเข้าบัญชี 12,300 บาท แผนของเขาต้องเริ่มจาก 12,300 ส่วนคนที่รายได้ไม่แน่นอน เช่น ค้าขายหรือรับจ้างอิสระ ให้วางแผนจากเดือนที่รายได้ต่ำในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา
- ลองใช้ทันที
- เปิดดูยอดเงินเข้าบัญชีจริงย้อนหลังสามเดือน แล้วใช้ตัวเลขที่ต่ำที่สุดเป็นฐานของแผน
กับดักที่พบบ่อย: วางแผนจากเดือนที่ดีที่สุด แล้วรู้สึกล้มเหลวทุกเดือนที่รายได้ปกติ
ตั้งเป้าจากตัวเลขจริง
“เป้านี้ต้องเก็บเดือนละเท่าไร และเงินจะมาจากรายจ่ายตรงไหน?”
- ทำไมต้องถาม
- เป้าที่ไม่บอกตัวเลขรายเดือนและแหล่งเงิน เป็นเพียงความหวัง เมื่อแปลงเป็นตัวเลขรายเดือนและผูกกับการตัดรายจ่ายจริง เป้าจะกลายเป็นแผน
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- อยากมีเงิน 24,000 บาทสำหรับเรียนคอร์สวิชาชีพในอีก 12 เดือน เท่ากับต้องเก็บเดือนละ 2,000 บาท ถ้าลดค่าส่งอาหารได้เดือนละ 1,200 และกาแฟได้ 800 ก็ครบโดยไม่ต้องหารายได้เพิ่ม
- ลองใช้ทันที
- ใช้เครื่องคิดเป้าหมายด้านล่าง แล้วเขียนรายการรายจ่ายที่จะลดเพื่อให้ได้ตัวเลขรายเดือนนั้น
กับดักที่พบบ่อย: ตั้งเป้าหลายอย่างพร้อมกันจนไม่มีอันไหนสำเร็จ เริ่มจากเป้าเดียวที่สำคัญที่สุดก่อน
เครื่องคิดเงิน · ใส่ตัวเลขของคุณเอง
เงินรั่วเล็ก ๆ ต่อปี
เป้าหมายต้องเก็บเดือนละเท่าไร
กรณีศึกษา
ฝน อายุ 24 ปี (สมมติ): ทำงานบริษัท ได้เงินเข้าบัญชีเดือนละ 16,500 บาท จ่ายค่าห้อง 4,500 ค่าผ่อนโทรศัพท์ 1,200 และส่งเงินให้แม่ 2,000 บาท แต่ทุกสิ้นเดือนเงินหมดก่อนเงินเดือนออกสามถึงสี่วัน และต้องรูดบัตรเครดิตเติม เธอคิดว่าปัญหาคือ “เงินเดือนน้อย”
ใช้เครื่องมือในบทนี้: เมื่อฝนจดเจ็ดวัน (1) พบว่าค่าอาหารผ่านแอปเดือนละราว 3,100 บาท ซึ่งรวมค่าส่งและค่าบริการราว 700 บาท (3) และพบว่าเดือนที่เงินหมดเร็วที่สุดตรงกับเดือนที่มีงานแต่งงานเพื่อน ซึ่งมาปีละหลายครั้งแต่ไม่เคยเตรียม (2) รายจ่ายคงที่ของเธอรวม 7,700 บาท เหลือสำหรับรายจ่ายผันแปรราว 8,800 บาท (4)
ข้อสรุปที่ได้: เงินเดือนของฝนตึงจริง แต่สิ่งที่แก้ได้ทันทีคือการกันเงินสำหรับงานสังคมเดือนละ 600 บาท และลดค่าส่งอาหารด้วยการสั่งรวมกับเพื่อนหรือเตรียมอาหารบางมื้อ ฝนตั้งเป้าแรกที่เล็กและวัดได้ (5) คือ “ไม่ต้องรูดบัตรก่อนเงินเดือนออกภายในสามเดือน” ซึ่งสำคัญกว่าการตั้งเป้าออมก้อนใหญ่
ฝึกตัดสิน · 5 ข้อ
แตะตัวเลือกเพื่อดูเหตุผล หากยังไม่ถูกให้อ่านคำอธิบายแล้วลองใหม่ ระบบนับเฉพาะข้อที่ถูกตั้งแต่ครั้งแรก
1. ขั้นแรกที่ได้ผลที่สุดสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน คือ
2. ค่าต่อประกันรถปีละ 9,600 บาท ควรเตรียมอย่างไร
3. ชานมไข่มุกแก้วละ 60 บาท สัปดาห์ละ 4 แก้ว ปีหนึ่งรวมประมาณเท่าไร
4. คนที่รายได้แต่ละเดือนไม่แน่นอน ควรวางแผนจากตัวเลขใด
5. “ปีนี้จะเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ” ปรับเป็นเป้าที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ทำแล้ว 0/5 ข้อ
ฝึกคิดกับตัวเลขของตัวเอง
จากการจดรายจ่ายเจ็ดวัน (หรือประมาณจากความจำถ้ายังไม่ได้จด) เขียนสามบรรทัด: รายจ่ายเล็กที่เกิดบ่อยที่สุดคืออะไร ต่อเดือนเท่าไร และคุณจะตั้งเป้าแรกอย่างไรให้มีตัวเลขและกรอบเวลา
ดูแนวตอบ
รายจ่ายเล็กที่บ่อยที่สุด: ค่าน้ำหวานและขนมช่วงบ่าย วันละราว 55 บาท ทำงาน 22 วัน เท่ากับเดือนละ 1,210 บาท · เป้าแรก: ลดเหลือสัปดาห์ละสองวัน (ราวเดือนละ 440 บาท) แล้วโอนส่วนต่างราว 770 บาทเข้าบัญชีเงินสำรองทุกวันเงินเดือนออก ทำต่อเนื่องสามเดือน
สังเกตว่าแนวตอบไม่ได้เลิกขนมทั้งหมด แต่เลือกระดับที่ทำได้จริง แล้วผูกเงินที่ประหยัดได้กับปลายทางที่ชัด เงินที่ประหยัดได้แต่ไม่ได้ย้ายไปไหน มักถูกใช้ไปกับสิ่งอื่นแทน
บทที่ 2 / 5 · Needs, wants and real limitsจำเป็น อยากได้ และข้อจำกัดจริง เรียนฟรี
เมื่อจบบทนี้: แยกความจำเป็นออกจากความอยากโดยไม่ตำหนิตัวเอง เห็นค่าเสียโอกาส แปลงราคาเป็นชั่วโมงทำงาน รู้ทันแรงกดดันทางสังคม และจัดลำดับรายจ่ายตามงบที่มีจริง
การบอกให้ “ซื้อแต่ของจำเป็น” ฟังง่าย แต่ทำยาก เพราะเส้นแบ่งระหว่างจำเป็นกับอยากได้ไม่ได้ชัดเสมอ โทรศัพท์อาจเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ส่วนโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่แพงกว่าเดิมหมื่นบาทอาจไม่จำเป็น เสื้อผ้าใหม่สำหรับสัมภาษณ์งานอาจคุ้มค่ามาก ส่วนเสื้อผ้าที่ซื้อเพราะกำลังลดราคาอาจไม่เคยได้ใส่
บทนี้ไม่ได้สอนให้เลิกอยากได้ ความอยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดี แต่สอนให้มองเห็น ราคาจริง ของทุกการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้าย แต่รวมถึงสิ่งที่เราสละไป และแรงงานที่เราใช้แลกมา เมื่อเห็นราคาจริง การเลือกจะเป็นของเราเอง ไม่ใช่ของโฆษณาหรือความกดดันจากคนรอบข้าง
เครื่องมือ 5 ชิ้นของบทนี้
แยกจำเป็น อยากได้ และระหว่างกลาง
“ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ชีวิตหรือการงานของฉันเสียหายจริงไหม?”
- ทำไมต้องถาม
- การแบ่งเป็นสามกลุ่มแทนสองกลุ่ม ช่วยให้ซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น หลายสิ่งจำเป็นในหน้าที่ แต่ไม่จำเป็นในระดับราคาที่เลือก
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- รองเท้าทำงานเป็นสิ่งจำเป็น รองเท้าคู่ละ 600 บาทที่ทนพอสำหรับงานคือ “จำเป็น” ส่วนรุ่นละ 3,500 บาทเพราะสีสวย คือ “จำเป็นในหน้าที่ แต่ส่วนต่าง 2,900 บาทเป็นความอยาก”
- ลองใช้ทันที
- ดูรายจ่ายที่จดไว้ในบทที่ 1 แล้วกำกับ จ / อ / กลาง โดยเฉพาะกลุ่มกลาง ให้แยกส่วนที่จำเป็นออกจากส่วนต่างที่เป็นความอยาก
กับดักที่พบบ่อย: ใช้คำว่า “จำเป็น” เป็นใบอนุญาตให้ทุกการซื้อ หรือในทางกลับกัน รู้สึกผิดกับทุกความอยาก จนมีความสุขกับเงินที่หามาเองไม่ได้
มองเห็นค่าเสียโอกาส
“ถ้าไม่จ่ายเงินก้อนนี้ตรงนี้ ฉันจะนำไปทำอะไรได้อีก?”
- ทำไมต้องถาม
- ทุกบาทที่ใช้ไปคือบาทที่ไม่ได้ใช้กับสิ่งอื่น คำถามนี้เปลี่ยนการตัดสินใจจาก “ซื้อหรือไม่ซื้อ” เป็น “เลือกสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” ซึ่งชัดกว่ามาก
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- เงิน 4,000 บาทสำหรับหูฟังใหม่ อาจเท่ากับสองเดือนของเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เรียนคอร์สวิชาชีพ คำถามจึงไม่ใช่ “หูฟังดีไหม” แต่เป็น “หูฟังสำคัญกว่าการได้เรียนเร็วขึ้นสองเดือนไหม”
- ลองใช้ทันที
- ก่อนซื้อของเกิน 1,000 บาท ให้เขียนสิ่งที่เงินก้อนนี้จะไปเป็นแทนหนึ่งอย่าง แล้วเลือกระหว่างสองทาง
กับดักที่พบบ่อย: คิดค่าเสียโอกาสกับทุกบาทจนเครียด ใช้กับรายจ่ายที่มีนัยสำคัญพอ ไม่ใช่กับขนมทุกห่อ
แปลงราคาเป็นชั่วโมงทำงาน
“ของชิ้นนี้ต้องแลกด้วยแรงงานกี่ชั่วโมง?”
- ทำไมต้องถาม
- ตัวเลขบนป้ายไม่ได้บอกว่าเราเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะได้เงินนั้นมา การแปลงเป็นชั่วโมงทำให้เปรียบเทียบได้ด้วยความรู้สึกที่จับต้องได้
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- ถ้ารายได้สุทธิวันละ 400 บาท ทำงานแปดชั่วโมง เท่ากับชั่วโมงละ 50 บาท รองเท้า 2,500 บาทจึงเท่ากับทำงาน 50 ชั่วโมง หรือมากกว่าหกวันทำงาน
- ลองใช้ทันที
- คำนวณรายได้ต่อชั่วโมงของคุณครั้งเดียวแล้วจำไว้ ใช้เครื่องคิดในบทนี้เมื่อจะซื้อของชิ้นใหญ่
กับดักที่พบบ่อย: ลืมนับเวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายในการทำงาน รายได้ต่อชั่วโมงจริงมักต่ำกว่าที่คิด
แยกความต้องการจากแรงกดดันทางสังคม
“ฉันซื้อเพราะต้องการ หรือเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองอย่างไร?”
- ทำไมต้องถาม
- รายจ่ายจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความต้องการของเราเอง แต่จากการเปรียบเทียบกับคนรอบตัวหรือภาพบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งมักแสดงเฉพาะช่วงที่ดีที่สุดของชีวิตคนอื่น
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- ต้นซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ทั้งที่เครื่องเดิมยังใช้ดี เพราะเพื่อนในกลุ่มเปลี่ยนกันหมด และผ่อน 18 เดือน ผ่านไปสามเดือน เขาไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น แต่มีค่าผ่อนเดือนละ 2,100 บาทไปอีกปีกว่า
- ลองใช้ทันที
- เมื่ออยากซื้อของชิ้นใหญ่ ถามว่า “ถ้าไม่มีใครรู้เลยว่าฉันมีของชิ้นนี้ ฉันยังอยากได้ไหม”
กับดักที่พบบ่อย: คิดว่าการไม่ตามเพื่อนคือการแพ้ ความมั่นคงทางการเงินไม่ค่อยมีใครเห็น แต่เป็นอิสรภาพที่แท้จริงกว่ามาก
จัดลำดับตามงบ ไม่ใช่ตามอารมณ์
“ถ้ามีเงินเท่านี้จริง ๆ อะไรต้องมาก่อน?”
- ทำไมต้องถาม
- เมื่องบจำกัด การตัดสินใจทีละรายการตามอารมณ์ของวันนั้นจะทำให้สิ่งสำคัญถูกเบียด การจัดลำดับล่วงหน้าทำให้ตัดสินใจครั้งเดียวแล้วสบายใจทั้งเดือน
- ตัวอย่าง (สมมติ)
- ลำดับตัวอย่าง: 1) ที่พัก อาหาร การเดินทางไปทำงาน 2) หนี้ที่ต้องจ่ายตามสัญญา 3) เงินสำรองและเงินที่กันไว้สำหรับรายจ่ายรายปี 4) การพัฒนาตนเอง 5) ความสุขและสังคม ลำดับอาจต่างกันในแต่ละครอบครัว สิ่งสำคัญคือได้คิดไว้ก่อน
- ลองใช้ทันที
- เขียนลำดับรายจ่ายห้าระดับของคุณ แล้วติดไว้ในที่ที่เห็นเมื่อจะจ่ายเงิน
กับดักที่พบบ่อย: วางความสุขไว้ลำดับสุดท้ายเสมอจนไม่เคยได้ใช้ งบเล็ก ๆ ที่ตั้งไว้เพื่อความสุขโดยไม่รู้สึกผิด ช่วยให้แผนยืนได้ยาว
เครื่องคิดเงิน · ใส่ตัวเลขของคุณเอง
ราคานี้เท่ากับทำงานกี่ชั่วโมง
กรณีศึกษา
ครอบครัวของนิด (สมมติ): นิดกับสามีมีรายได้รวมเดือนละ 28,000 บาท ลูกสองคน ลูกคนโตขอรองเท้ากีฬาคู่ละ 3,200 บาทเพราะเพื่อนในห้องใส่กัน ขณะเดียวกันค่าเทอมเทอมหน้าอีกสองเดือนจะมาถึง และนิดยังไม่ได้เตรียมไว้
ใช้เครื่องมือในบทนี้: รองเท้ากีฬาสำหรับวิชาพละเป็นสิ่งจำเป็น แต่รุ่นที่ขอมีส่วนต่างจากรุ่นที่ใช้งานได้ดีราว 2,200 บาท (6) ส่วนต่างนี้คือเงินที่ควรเริ่มกันไว้สำหรับค่าเทอม (7) และแรงกดดันหลักมาจากเพื่อนในห้อง (9) นิดจัดลำดับไว้แล้วว่าค่าเทอมมาก่อนความอยาก (10)
การตัดสินใจที่ไม่ทำร้ายใคร: นิดคุยกับลูกตรง ๆ ด้วยตัวเลข เสนอให้ซื้อรุ่นที่ใช้งานได้ดีตอนนี้ และถ้าลูกยังอยากได้รุ่นแพง ให้ช่วยกันเก็บส่วนต่างจากค่าขนมและงานบ้านที่ได้ค่าตอบแทน ลูกได้เรียนรู้เรื่องเงินจากสถานการณ์จริง และครอบครัวไม่ต้องกู้เงินมาจ่ายค่าเทอม การตัดสินใจนี้ไม่ใช่การปฏิเสธลูก แต่เป็นการให้ลูกเห็นราคาจริงของความอยาก
ฝึกตัดสิน · 5 ข้อ
แตะตัวเลือกเพื่อดูเหตุผล หากยังไม่ถูกให้อ่านคำอธิบายแล้วลองใหม่ ระบบนับเฉพาะข้อที่ถูกตั้งแต่ครั้งแรก
1. ข้อใดเป็นตัวอย่างของ “จำเป็นในหน้าที่ แต่ส่วนต่างเป็นความอยาก”
2. “ค่าเสียโอกาส” ของการซื้อนาฬิกา 5,000 บาทคืออะไร
3. รายได้สุทธิชั่วโมงละ 60 บาท เสื้อแจ็กเก็ต 1,800 บาทเท่ากับการทำงานกี่ชั่วโมง
4. คำถามใดช่วยแยกความต้องการจริงออกจากแรงกดดันทางสังคมได้ดีที่สุด
5. ทำไมการจัดลำดับรายจ่ายล่วงหน้าจึงช่วยได้
ทำแล้ว 0/5 ข้อ
ฝึกคิดกับตัวเลขของตัวเอง
นึกถึงของชิ้นใหญ่ที่คุณอยากได้ตอนนี้ คำนวณว่าเท่ากับทำงานกี่ชั่วโมง ค่าเสียโอกาสคืออะไร และตอบคำถาม “ถ้าไม่มีใครรู้ ยังอยากได้ไหม” จากนั้นเขียนการตัดสินใจของคุณพร้อมเหตุผล
ดูแนวตอบ
ของที่อยากได้: นาฬิกาอัจฉริยะ 4,500 บาท · รายได้ชั่วโมงละ 55 บาท เท่ากับราว 82 ชั่วโมง หรือกว่าสิบวันทำงาน · ค่าเสียโอกาส: เงินสำรองที่ยังขาดอีก 6,000 บาท · ถ้าไม่มีใครรู้: ยังอยากได้ เพราะใช้นับก้าวและเตือนนัด · การตัดสินใจ: รอให้เงินสำรองครบก่อน แล้วซื้อรุ่นราว 2,000 บาทที่มีฟังก์ชันที่ใช้จริง
สังเกตว่าแนวตอบไม่ได้ปฏิเสธความต้องการ แต่เลื่อนจังหวะและเลือกรุ่นให้ตรงกับการใช้งานจริง นี่คือการตัดสินใจที่เป็นของเราเอง
Full set · 39 บาท / 39 เครดิตชุดเต็ม: บทที่ 3–5 แบบทดสอบ งานปลายชุด และแผนฝึก
สองบทแรกช่วยให้เห็นว่าเงินไปไหนและเลือกอย่างรู้ตัว ชุดเต็มพาไปสู่สามทักษะที่ปกป้องเงินของคุณได้มากที่สุด ได้แก่ การคิดยอดรวม ที่จับได้ว่าผ่อนจริงจ่ายเท่าไรและคำว่า 0% ซ่อนอะไร การตั้งเงินสำรอง ตามความเสี่ยงของชีวิตคุณเอง และ การสร้างระบบ ที่ทำให้การตัดสินใจที่ดีเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องฝืน
ในชุดเต็มมีเครื่องมืออีก 15 ชิ้น เครื่องคิดเงินอีก 3 แบบ ได้แก่ ราคาต่อหน่วย ยอดผ่อนจริงพร้อมอัตราต่อปีโดยประมาณ และแผนเงินสำรอง กรณีศึกษา 3 เรื่อง แบบฝึก 15 ข้อ แบบทดสอบท้ายชุด 12 ข้อพร้อมเหตุผลทุกตัวเลือก งานปลายชุด “แผนการเงินหน้าเดียว” พร้อมเกณฑ์และตัวอย่างเต็ม แผนฝึก 14 วัน และรายการเช็ก 25 เครื่องมือที่บันทึกความก้าวหน้าไว้ในอุปกรณ์ของคุณ
ส่วนนี้สำหรับผู้อ่านที่มีหนังสือเล่มนี้แล้ว
จ่ายครั้งเดียว อยู่ในชั้นหนังสือของคุณตลอดไป กลับมาอ่านได้ทุกเมื่อ ทุกอุปกรณ์
฿39.00 หรือ 39 เครดิต
บัญชีช่วยเก็บทุกเล่มที่คุณปลดล็อกไว้ในชั้นหนังสือเดียว
Keep learningยังไม่ซื้อ ก็ใช้ได้ทันที
สองบทแรก เครื่องคิดเงินสามแบบในบทเหล่านั้น และการ์ด “5 คำถามก่อนจ่าย” เปิดให้ใช้ฟรีโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก การจดรายจ่ายเจ็ดวันจากบทที่ 1 เพียงอย่างเดียวก็เปลี่ยนวิธีใช้เงินของหลายคนได้แล้ว ดูหนังสือและชุดเรียนรู้อื่นของ สำนักพิมพ์ประชาชน
เนื้อหา ตัวอย่าง และโจทย์ทั้งหมดในชุดนี้เขียนขึ้นใหม่สำหรับสำนักพิมพ์ประชาชน เพื่อการเรียนรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ภาษี หรือกฎหมายเฉพาะบุคคล บุคคล ตัวเลข และสถานการณ์ในตัวอย่างเป็นเรื่องสมมติ เครื่องคิดให้ผลโดยประมาณ ควรตรวจกับสัญญาจริงก่อนตัดสินใจ การชำระเงินและการทำแบบฝึกไม่รับประกันผลการเรียน · ฉบับที่ 1 · 16 ตุลาคม 2569