49 บาท / 49 เครดิต · สิทธิ์อ่านฉบับเต็มออนไลน์ · ไม่มีไฟล์ดาวน์โหลด
คำนำ บทนำ สารบัญ และบทที่ 1 เปิดอ่านฟรี ส่วนบทที่ 2–22 ภาคผนวก และบรรณานุกรมสำหรับผู้ซื้อ กลับมาอ่านผ่าน ชั้นหนังสือของฉัน

ชุดหนังสือพลเมืองศึกษา · สำนักพิมพ์ประชาชน

จาก ๒๔๗๕
สู่มดแดงล้มช้าง

ประวัติศาสตร์ บทเรียน และยุทธศาสตร์
ของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
Snea Thinsan, Ph.D. · Education for Peace Foundation

จาก ๒๔๗๕ สู่มดแดงล้มช้าง: ประวัติศาสตร์ บทเรียน และยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ผู้เขียน: เสน่ห์ ถิ่นแสน (นามปากกา เพียงดิน รักไทย)

ชุด: หนังสือพลเมืองศึกษา (Civic Education Series)

จัดพิมพ์โดย: สำนักพิมพ์ประชาชน · เผยแพร่ออนไลน์ที่ thinsan.org

พิมพ์ครั้งแรก: มิถุนายน ๒๕๖๙ (เนื่องในวาระ ๙๔ ปีแห่งการอภิวัฒน์สยาม)

การอ้างอิง (APA): เสน่ห์ ถิ่นแสน. (๒๕๖๙). จาก ๒๔๗๕ สู่มดแดงล้มช้าง: ประวัติศาสตร์ บทเรียน และยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน. สำนักพิมพ์ประชาชน.

หนังสือเล่มนี้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและการอภิปรายสาธารณะ อนุญาตให้อ้างอิงและเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาโดยให้เครดิตผู้เขียน

คำนำบรรณาธิการ

ทำไมเรายังต้องพูดถึง ๒๔๗๕

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพียงในฐานะ “วันสำคัญทางประวัติศาสตร์” หากเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ลึกกว่านั้น คือความจำเป็นที่สังคมไทยจะต้องหันกลับไปอ่าน ๒๔๗๕ เสียใหม่ ไม่ใช่เพื่อบูชาหรือประณาม แต่เพื่อสกัดบทเรียนอย่างซื่อตรงจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

การอภิวัฒน์สยาม ๒๔๗๕ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญและประกาศหลักการว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่คำถามที่ยังตามหลอกหลอนสังคมไทยตลอดเกือบหนึ่งศตวรรษคือ เหตุใดการเปลี่ยนระบอบครั้งนั้นจึงไม่อาจหยั่งรากเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เหตุใดประเทศนี้จึงต้องเดินวนกลับไปสอบตกในบทเรียนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การลุกขึ้นของประชาชน แล้วก็หวนคืนสู่จุดเดิมอีกครั้ง

แก่นของหนังสือเล่มนี้คือข้อเสนอว่า ๒๔๗๕ ไม่ได้ล้มเหลวเพราะไร้ความหมาย แต่ ๒๔๗๕ ยัง “ไม่สมบูรณ์” เพราะการเปลี่ยนระบอบทางกฎหมายเกิดขึ้นเร็วกว่าการสร้างพลเมือง เร็วกว่าการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย และเร็วกว่าการเปลี่ยนระบบนิเวศของอำนาจในระดับลึก

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีงานวิชาการจำนวนมากวิเคราะห์ ๒๔๗๕ อย่างละเอียด ทั้งในมิติเหตุการณ์ บุคคล โครงสร้างรัฐ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ และชะตากรรมของคณะราษฎร งานเหล่านั้นมีคุณค่าอย่างยิ่งและเป็นฐานที่หนังสือเล่มนี้ยืนอยู่ แต่หนังสือเล่มนี้ต้องการเดินต่ออีกก้าวหนึ่ง คือไม่หยุดอยู่เพียงคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” หรือ “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น” แต่ต้องการถามต่อไปว่า หากคนไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกว่าเดิม เราควรสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมาใหม่

ด้วยเหตุนี้ หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นหนังสือสกัดบทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ มันพยายามเชื่อมประวัติศาสตร์เข้ากับทฤษฎี เชื่อมบทเรียนเข้ากับภารกิจ และเชื่อมความทรงจำของ ๒๔๗๕ เข้ากับแนวคิด “มดแดงล้มช้าง” ในฐานะข้อเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่แท้จริงไม่อาจฝากไว้กับวีรบุรุษ พรรคการเมือง ผู้นำ หรือเหตุการณ์เพียงวันเดียว

ผู้เขียนขอเรียนผู้อ่านไว้ล่วงหน้าว่า อย่าอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อหาคนผิดเพียงฝ่ายเดียว และอย่าอ่านเพื่อยืนยันความเชื่อเดิมของตนเท่านั้น แต่ขอให้อ่านเหมือนคนที่ต้องการรับมรดกจากประวัติศาสตร์อย่างมีวุฒิภาวะ เพราะ ๒๔๗๕ ไม่ใช่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ไม่ใช่ของคณะราษฎรเท่านั้น และไม่ใช่ของนักประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นสมบัติทางปัญญาของประชาชนไทยทุกคน เพราะมันเปิดคำถามที่ยังไม่จบลงว่า ประเทศนี้ควรเป็นของใคร อำนาจควรถูกจำกัดอย่างไร และประชาชนจะกลายเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจริง ๆ ได้อย่างไร

หาก ๒๔๗๕ คือประตูที่ถูกเปิดออก มดแดงล้มช้างก็คือความพยายามออกแบบเส้นทางหลังประตูบานนั้น เส้นทางที่ไม่ฝากอนาคตไว้กับคนดีคนเดียว ผู้นำคนเดียว พรรคเดียว หรือเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่ฝากไว้กับการตื่นรู้และการรวมพลังของประชาชนจำนวนมาก สังคมที่ไม่สกัดบทเรียนจากอดีตย่อมถูกบังคับให้วนกลับไปสอบตกในบทเรียนเดิม แต่สังคมที่แปรความทรงจำให้เป็นปัญญา และแปรปัญญาให้เป็นยุทธศาสตร์ ย่อมมีโอกาสสร้างอนาคตที่ไม่ซ้ำรอยเดิม

เสน่ห์ ถิ่นแสน
มิถุนายน ๒๕๖๙

สารบัญ

สารบัญ

คำนำบรรณาธิการ — ทำไมเรายังต้องพูดถึง ๒๔๗๕

บทนำ — ถ้าปรีดีตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

  1. ภาคที่ ๑ — ๒๔๗๕ ในฐานะงานของคณะบุคคล
    1. ก่อน ๒๔๗๕ — สยามเก่ากับแรงกดดันของโลกใหม่
    2. คณะราษฎรไม่ใช่คนคนเดียว
    3. เช้ามืดวันที่ ๒๔ มิถุนายน — การยึดอำนาจที่สำเร็จ
    4. สิ่งที่ ๒๔๗๕ เปลี่ยนได้
  2. ภาคที่ ๒ — ความไม่สุดของ ๒๔๗๕
    1. ๒๔๗๕ เปลี่ยนระบอบ แต่ยังไม่เปลี่ยนระบบนิเวศอำนาจ
    2. การอภิวัฒน์ที่ไม่ถอนราก
    3. ความรับผิดชอบร่วมของคณะราษฎร
    4. ทำไมอำนาจเก่าจึงกลับมาได้
  3. ภาคที่ ๓ — หนึ่งศตวรรษของการวนกลับ
    1. ๑๔ ตุลา — พลังประชาชนที่ระเบิดขึ้น แต่ยังจัดตั้งไม่พอ
    2. พฤษภา ๒๕๓๕ — ชนะเผด็จการ แต่ไม่รื้อระบบเผด็จการ
    3. การเมืองสีเสื้อ — ประชาชนตื่น แต่สังคมแตกเป็นค่าย
    4. วงจรเดิม — รัฐประหาร รัฐธรรมนูญใหม่ แล้วกลับสู่ปัญหาเดิม
  4. ภาคที่ ๔ — จากบทเรียนสู่ทฤษฎี
    1. ปัญหาของทุกการปฏิวัติ — ยึดอำนาจได้ แต่สร้างอำนาจไม่ได้
    2. วงล้ออำนาจ — ทำไมอำนาจไม่ได้อยู่บนยอดพีระมิดเท่านั้น
    3. จากคณะราษฎรสู่มดแดงล้มช้าง
  5. ภาคที่ ๕ — ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง
    1. มดแดงล้มช้างคืออะไร
    2. ตัวแปรของมดแดง
    3. ทำไมมดแดงจึงล้มช้างได้
    4. มดแดงล้มช้างไม่ใช่การแก้แค้น
  6. ภาคที่ ๖ — คู่มือสำหรับคนรุ่นต่อไป
    1. ถ้าคุณเป็นมดแดง ควรเริ่มจากตรงไหน
    2. การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนใช้เวลา
    3. ภารกิจของมดแดงรุ่นแรก
  7. บทส่งท้าย — วันที่ ๒๔ มิถุนายนครั้งต่อไป
  8. ภาคผนวก ก–ฉ · บรรณานุกรม
บทนำ

ถ้าปรีดีตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

ลองจินตนาการดูสักครู่ว่า ในเช้าวันหนึ่งของศตวรรษที่ ๒๑ ปรีดี พนมยงค์ ชายผู้เคยร่างประกาศคณะราษฎรฉบับแรกด้วยมือของตนเอง ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในประเทศไทยปัจจุบัน เขาจะพบอะไร และเขาจะรู้สึกอย่างไร

เขาคงเห็นประเทศที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ในทางวัตถุ ถนนหนทาง ตึกสูง โทรศัพท์ในมือของคนทุกชนชั้น มหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตปีละหลายแสนคน หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และโลกออนไลน์ที่ผู้คนถกเถียงเรื่องการเมืองกันได้อย่างเปิดเผยกว่ายุคของเขาหลายเท่า เขาคงยินดีที่คำว่า “รัฐธรรมนูญ” “เลือกตั้ง” “สิทธิ” และ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” กลายเป็นถ้อยคำสามัญที่แม้แต่เด็กนักเรียนก็พูดได้

แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป เขาคงสะดุ้งกับความจริงอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ ในเกือบหนึ่งศตวรรษหลังจากที่คณะราษฎรประกาศเปลี่ยนระบอบ ประเทศไทยผ่านรัฐประหารมาแล้วกว่าสิบครั้ง ผ่านรัฐธรรมนูญมาแล้วยี่สิบฉบับ และยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม ๆ ว่าใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง เขาคงตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุใดสิ่งที่คณะราษฎรเริ่มต้นไว้ในเช้ามืดวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ จึงยังเดินทางไปไม่ถึงปลายทาง

หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากคำถามนั้น และเริ่มต้นจากสมมุติฐานที่ผู้เขียนเชื่อว่าซื่อตรงต่อประวัติศาสตร์ที่สุด นั่นคือ ๒๔๗๕ ไม่ได้ล้มเหลว แต่ ๒๔๗๕ ยังไม่เสร็จ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่คนกลุ่มหนึ่งจะทำได้ในเงื่อนไขของยุคสมัยนั้น แต่มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทิ้งงานสำคัญที่สุดไว้ให้คนรุ่นหลังสานต่อ คืองานของการสร้างพลเมือง การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย และการเปลี่ยนระบบนิเวศของอำนาจให้ลึกถึงราก

มีประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนใช้เป็นแกนกลางในการอ่านชะตากรรมของคณะราษฎร นั่นคือ “เมื่อมีอำนาจ ยังไม่มีประสบการณ์ เมื่อมีประสบการณ์แล้ว ก็ไม่มีอำนาจอีกต่อไป” นี่คือโศกนาฏกรรมของการเปลี่ยนแปลงที่ฝากความหวังไว้กับคนกลุ่มเล็ก ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะกล้าหาญและปรารถนาดีเพียงใดก็ตาม

คณะราษฎรในปี ๒๔๗๕ เป็นคนหนุ่มเป็นส่วนใหญ่ ปรีดีอายุเพียงสามสิบสองปี หลายคนในคณะยังไม่เคยบริหารรัฐ ไม่เคยผ่านการต่อรองอำนาจในระดับชาติ และไม่เคยมีประสบการณ์ในการสร้างสถาบันประชาธิปไตยมาก่อน พวกเขามีความกล้า มีอุดมการณ์ และมีจังหวะทางประวัติศาสตร์อยู่ในมือ แต่ยังขาดประสบการณ์ในการเปลี่ยนชัยชนะเชิงเหตุการณ์ให้กลายเป็นระเบียบใหม่ที่หยั่งรากได้ เมื่อเวลาผ่านไปและพวกเขาเริ่มสั่งสมประสบการณ์ พวกเขากลับสูญเสียอำนาจไปทีละน้อย จนในที่สุดถูกผลักออกจากเวทีประวัติศาสตร์ และประสบการณ์อันล้ำค่านั้นก็ไม่เคยถูกแปรเป็นมรดกเชิงสถาบันที่ส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้อย่างเป็นระบบ

นี่คือบทเรียนแรกและบทเรียนที่ลึกที่สุดของหนังสือเล่มนี้ ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของสังคม แต่มันจะไร้ความหมายทันทีหากไม่ถูกแปรเป็นความรู้ที่ส่งต่อได้ และแปรเป็นยุทธศาสตร์ที่คนรุ่นหลังหยิบไปใช้ได้ หากเราปล่อยให้บทเรียนของ ๒๔๗๕ จมหายไปกับชะตากรรมของคณะราษฎร เราก็กำลังทำให้ประเทศนี้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลง และการเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งคือสูตรสำเร็จของการวนอยู่กับที่

หนังสือเล่มนี้จึงตั้งใจทำหน้าที่เป็นสะพานสามช่วง ช่วงแรกคือการพาผู้อ่านกลับไปทำความเข้าใจ ๒๔๗๕ อย่างเป็นธรรม ทั้งในฐานะความสำเร็จและในฐานะงานที่ยังไม่เสร็จ ช่วงที่สองคือการสกัดบทเรียนจากหนึ่งศตวรรษของการวนกลับ เพื่อตอบคำถามว่าเหตุใดการเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และการลุกขึ้นของประชาชนหลายครั้งจึงไม่อาจสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงได้ และช่วงที่สามคือการเสนอทฤษฎี “มดแดงล้มช้าง” ในฐานะกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประชาชนจะสร้างอำนาจของตนเองจากฐานรากได้อย่างไร

ผู้เขียนไม่ได้สัญญาว่าเส้นทางนี้จะง่าย และไม่ได้สัญญาว่าประชาชนจะชนะในวันพรุ่งนี้ แต่ผู้เขียนเชื่อว่า หากสังคมไทยต้องการผลลัพธ์ที่ต่างจากอดีต เราจำเป็นต้องสร้างตัวแปรที่อดีตยังสร้างไม่สมบูรณ์ ได้แก่ พลเมืองที่รู้เท่าทันอำนาจ ความรู้ที่กระจายถึงคนส่วนใหญ่ เครือข่ายที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน องค์กรที่รองรับพลังหลังการตื่นรู้ ความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนความเป็นธรรม และความเชื่อร่วมในอนาคตใหม่ที่ทุกคนอยากเดินไปด้วยกัน

ถ้าปรีดีตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผู้เขียนเชื่อว่าสิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุดคงไม่ใช่อนุสาวรีย์ ไม่ใช่คำสรรเสริญ และไม่ใช่การถกเถียงว่าเขาผิดหรือถูก แต่คือการได้เห็นคนรุ่นใหม่หยิบบทเรียนจากชีวิตของเขาไปใช้ เพื่อทำในสิ่งที่คณะราษฎรเริ่มไว้แต่ยังทำไม่เสร็จ นั่นคือการทำให้ประชาชนไทยกลายเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง หนังสือเล่มนี้คือความพยายามเล็ก ๆ ที่จะตอบความปรารถนานั้น

ภาคที่ ๑

๒๔๗๕ ในฐานะงานของคณะบุคคล

ภาคแรกนี้พาผู้อ่านกลับไปยังจุดกำเนิด เพื่อทำความเข้าใจว่า ๒๔๗๕ เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้ลงมือ และมันเปลี่ยนอะไรได้บ้าง ข้อเสนอหลักของภาคนี้คือ ๒๔๗๕ ไม่ใช่ผลงานของบุคคลคนเดียว แม้ปรีดี พนมยงค์ จะเป็นเสาหลักทางความคิดที่สำคัญยิ่ง แต่การอภิวัฒน์สยามเป็นงานของ “คณะบุคคล” คือคณะราษฎรหลายกลุ่ม หลายสาย หลายความคิด ดังนั้น ทั้งความสำเร็จและความไม่สมบูรณ์ของ ๒๔๗๕ จึงต้องถูกอ่านในฐานะความรับผิดชอบร่วมทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่การโยนภาระทั้งหมดให้คนคนเดียว

บทที่ ๑

ก่อน ๒๔๗๕ — สยามเก่ากับแรงกดดันของโลกใหม่

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใดเกิดขึ้นในสุญญากาศ การจะเข้าใจว่าเหตุใดคนกลุ่มหนึ่งจึงกล้าล้มระบอบที่ดำรงอยู่มาหลายร้อยปีในเช้าวันเดียว เราต้องเข้าใจก่อนว่าสยามก่อน ๒๔๗๕ มีโครงสร้างอำนาจแบบใด และโครงสร้างนั้นกำลังเผชิญแรงกดดันอะไรจากโลกที่เปลี่ยนไป

โครงสร้างของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

สยามในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เพิ่งถูกสถาปนาให้เป็นปึกแผ่นในรูปแบบสมัยใหม่ไม่นานนัก การปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะระบบเทศาภิบาลที่รวบอำนาจการปกครองหัวเมืองเข้าสู่ศูนย์กลาง ได้เปลี่ยนสยามจากรัฐจารีตที่อำนาจกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ที่อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์และเครือญาติชั้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ๒๕๓๕) กล่าวอย่างย้อนแย้งคือ ระบอบที่คณะราษฎรล้มลงในปี ๒๔๗๕ นั้น เพิ่งจะมีรูปร่างเข้มแข็งเต็มที่ได้ไม่ถึงสองชั่วอายุคน

ในระบอบเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับราษฎรยังคงตั้งอยู่บนมรดกของระบบศักดินาและระบบอุปถัมภ์ ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจรัฐ การเข้าถึงตำแหน่งสูงในราชการผูกติดอยู่กับชาติกำเนิดและเครือข่ายอุปถัมภ์มากกว่าความสามารถ ในแง่ของมักซ์ เวเบอร์ (Weber, 1919/1946) ความชอบธรรมของระบอบนี้เป็นความชอบธรรมแบบจารีตประเพณี (traditional authority) ที่ตั้งอยู่บนความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ในระเบียบที่สืบทอดกันมา มากกว่าจะตั้งอยู่บนเหตุผลเชิงกฎหมายหรือการยินยอมของผู้ใต้ปกครอง

รอยร้าวจากภายใน

แต่ระบอบที่ดูมั่นคงนี้กลับมีรอยร้าวสะสมอยู่ภายใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเผชิญกับเสียงวิจารณ์เรื่องการใช้จ่ายและการตั้งกลุ่มคนสนิท ในปี ๒๔๕๕ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “กบฏ ร.ศ. ๑๓๐” เมื่อนายทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้แผนจะถูกค้นพบและล้มเหลวก่อนลงมือ แต่เหตุการณ์นี้คือสัญญาณเตือนล่วงหน้าราวยี่สิบปีว่า ความคิดเรื่องการจำกัดอำนาจกษัตริย์ได้ฝังตัวอยู่ในหมู่คนรุ่นใหม่ของสยามแล้ว และมันรอเพียงเงื่อนไขที่สุกงอมพอเท่านั้น

เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามต้องเผชิญกับวิกฤตที่หนักหน่วงที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก (The Great Depression) ที่ลุกลามมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๒๔๗๐ ราคาข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักตกต่ำ รายได้ของรัฐหดหาย รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด ตัดทอนงบประมาณ ปลดข้าราชการ และลดเงินเดือน มาตรการเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อชนชั้นข้าราชการและนายทหาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาและมีศักยภาพในการรวมตัว ความไม่พอใจทางเศรษฐกิจจึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมือง

โลกใหม่ในกระเป๋าของนักเรียนนอก

ขณะเดียวกัน นโยบายส่งนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่รัชกาลก่อน ได้สร้างคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่ได้สัมผัสกับโลกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาได้เห็นว่าในยุโรป อำนาจของกษัตริย์ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ ได้เห็นว่าประชาชนสามารถเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ และได้อ่านงานของนักคิดที่เสนอว่าความชอบธรรมของการปกครองต้องมาจากเหตุผลและการยินยอม ไม่ใช่จากชาติกำเนิดเพียงอย่างเดียว ความคิดเหล่านี้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พวกเขานำกลับมาพร้อมกับวุฒิการศึกษา

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของอาเซโมกลูและโรบินสัน (Acemoglu & Robinson, 2012) ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันครั้งใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์” (critical juncture) เมื่อแรงกดดันจากภายนอกมาบรรจบกับความขัดแย้งภายในจนเปิดช่องให้ผู้เล่นกลุ่มใหม่สามารถผลักโครงสร้างเดิมให้ขยับได้ วิกฤตเศรษฐกิจโลก ความไม่พอใจของข้าราชการ และคนรุ่นใหม่ที่นำความคิดใหม่กลับมา คือสามแรงที่มาบรรจบกันพอดีในต้นทศวรรษ ๒๔๗๐

ทำไมความเปลี่ยนแปลงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจกล่าวได้ว่าความเปลี่ยนแปลงบางรูปแบบนั้นแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กำลังเผชิญกับภาวะที่นักทฤษฎีเรียกว่าการเสื่อมถอยของความชอบธรรม ในขณะที่ฐานทางความคิดแบบใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในหมู่ชนชั้นนำรุ่นใหม่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงตระหนักถึงแรงกดดันนี้ และเคยมีพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่ความคิดนั้นถูกคัดค้านจากที่ปรึกษาและเครือญาติชั้นสูงบางส่วน ความล่าช้าของการปฏิรูปจากเบื้องบนจึงเปิดพื้นที่ให้การเปลี่ยนแปลงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นก่อน

นี่คือบทเรียนเชิงโครงสร้างบทแรกที่หนังสือเล่มนี้อยากชวนผู้อ่านจดจำไว้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้เกิดจากความปรารถนาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่เงื่อนไขเชิงโครงสร้างสุกงอม แล้วมีคนกลุ่มหนึ่งมองเห็นช่องและกล้าลงมือ คณะราษฎรไม่ได้สร้างวิกฤต พวกเขาเพียงอ่านวิกฤตออก และตัดสินใจกระทำในจังหวะที่ประวัติศาสตร์เปิดให้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเข้าใจ “เงื่อนไข” จึงสำคัญพอ ๆ กับการเข้าใจ “ผู้กระทำ” ซึ่งจะเป็นหัวใจของบทต่อไป

ส่วนนี้สำหรับผู้อ่านที่มีหนังสือเล่มนี้แล้ว

จ่ายครั้งเดียว อยู่ในชั้นหนังสือของคุณตลอดไป กลับมาอ่านได้ทุกเมื่อ ทุกอุปกรณ์

฿49.00 หรือ 49 เครดิต

เข้าสู่ระบบ หรือสมัครบัญชีฟรี

บัญชีช่วยเก็บทุกเล่มที่คุณปลดล็อกไว้ในชั้นหนังสือเดียว

ค้นหาหนังสือและความรู้อื่นจากสำนักพิมพ์ประชาชน →